ReadyPlanet.com
dot
dot
มันสำปะหลัง
dot
bulletบทความ การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้ง
bulletโครงการปลูกมันสำปะหลังสะอาดเพื่อการขยายพันธุ์
bulletสารแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก
bulletสายพันธุ์มันสำปะหลัง และการจำแนกชนิดพันธุ์
dot
การป้องกันอย่างยั่งยืน
dot
bulletการใส่ปุ๋ยและชนิดปุ๋ย
bulletการเก็บเกี่ยว
dot
Newsletter

dot
bulletลงทะเบียน อบรมการปลูกมันสำปะหลังตามหลักวิชาการและการผลิตมันเส้นสะอาดคุณภาพชุมชนเพื่อการค้า รุ่น13 24-26 มกราคม 2558
bullet


เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง


โครงการปลูกมันสำปะหลังสะอาดเพื่อการขยายพันธุ์

การปลูกมันสำปะหลังสะอาด เพื่อการทำพันธุ์  

   

  
       จากการระบาดของเพลี้ยแป้งที่รุนแรงกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ  และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการระบาด หรือลดลงได้ ทำให้ต้นพันธุ์สะอาดที่จะใช้ปลูกในฤดูการปลูกนี้มีไม่พอเพียงกับความต้องการของเกษตรกรทุกสายพันธุ์  ราคาต้นพันธุ์ที่ดูเหมือนสะอาดสูงถึงต้นละ 4-5 บาท  และการที่ต้นพันธุ์มีราคาแพง, หายาก    เกษตรกรจึงต้องใช้ต้นพันธุ์ที่มีอยู่ทั้ง ๆ ที่ต้นพันธุ์นั้นได้รับการระบาดแล้วมาปลูก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบว่าการระบาดจะรุนแรงกว่าเดิมเป็นทวีคูณ สุดท้ายก็จะส่งผลกระทบในระดับประเทศ  อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
       ที่ผ่านการแก้ปัญหา  เป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น   มิใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การแนะนำ ชื่อสารให้เกษตรกรไปหาซื้อ แต่เกษตรกรไม่รู้วิธีการใช้อย่างถูกต้อง    สารที่แนะนำต้องใช้บนเงื่อนไขอย่างไรจึงจะได้ผล  เกษตรกรกลับไม่รู้รายละเอียดในเชิงลึก   ผลสุดท้ายการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวจะกลายเป็นการสนับสนุนการระบาดอย่างหนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน่วยงานที่ช่วยเหลือจึงได้รับผลเพียงลดแรงกดดันจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกที่ได้รับความเดือดร้อนเพียงระยะ สั้น ๆ เท่านั้น
      โครงการปลูกต้นพันธุ์สะอาดใช้เองนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้เกษตรกรมีพันธุ์สะอาดได้ปลูกในปีถัดไป โดยเกษตรกรจะต้องเป็นผู้ปลูก  และดูแลเอง  ในพื้นที่ตัวเอง  ต้นพันธุ์ที่ได้ ต้อง เก็บไว้ใช้เอง  รายละเอียดเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรต้องปลูกตามหลักวิชาการ  ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ให้ปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ  และจะต้องดูแลเป็นอย่างดีเพื่อตัวของเกษตรกรเอง  โดยผู้ที่จะต้องร่วมให้การสนับสนุนน่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรเป็นผู้แนะนำ   และผู้ประกอบการเองน่าจะเป็นผู้ริเริ่มถ้ามีพื้นที่ปลูกเป็นแปลงสาธิต  การปลูกตามหลักวิชาการนอกจากจะได้ต้นพันธุ์ที่สะอาด มีภูมิต้านทานโรคและแมลงแล้ว ผลผลิตที่จะได้ก็สูงขึ้นด้วย
        

ขั้นตอนการปลูกต้นพันธุ์สะอาด

การเตรียมดิน   

       

       วิเคราะห์ดินตามหลักวิชาการเพื่อหาสมบัติต่าง ๆ ของดินทั้งกายภาพ  เคมี  ชีวภาพ  และธาตุอาหารคงเหลือและปรับให้เหมาะสมตามค่าวิเคราะห์   จึงจะได้ดินที่อุดมสมบูรณ์  ต้องไม่ลืมว่าพืชจะเจริญเติบโต มีภูมิคุ้มกันโรคและแมลงได้จะต้องปลูกบนดินที่อุดมสมบูรณ์ครบถ้วนและเหมาะสมทั้งกายภาพ  เคมี  ชีวภาพ   และมีธาตุอาหารเพียงพอที่จะสร้างความเจริญเติบโตเท่านั้น     ในแปลงที่ได้รับการระบาดเกษตรกรต้องไม่ไถกลบต้นที่ไม่ต้องการไว้ในดิน เพราะในแต่ละตาของต้นที่รับการระบาด จะมีทั้งตัวและไข่เพลี้ยแป้งอยู่เป็นจำนวนมาก  พร้อมที่จะออกมาเป็นทำลายมันสำปะหลังของท่าน การไม่ทำลายต้นและไถกลบจึงเป็นการต่อชีวิตเพลี้ยแป้งให้อยู่รอต้นมันชุดใหม่ที่ท่านปลูก  ในพื้นที่ระบาดรุนแรง  ควรพักดินด้วยการไถพรวนสองถึงสามครั้งให้ตัวและไข่ตายหรือฝ่อ การปลูกปุ๋ยพืชสดจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งและหยุดการระบาดได้  ทั้งยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินที่ส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำถึงต่ำมากอีกทางหนึ่งด้วย  ผลที่ได้ตามมาเกษตรกรสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้บางส่วน 10-30%

การใส่ปุ๋ยและชนิดของปุ๋ย

     

       มันสำปะหลังต้องการปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพ รองพื้นก่อนปลูก ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ (เน้นตัวกลาง P )   จาก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสดก็ได้  คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ และโครงสร้างดินที่โปร่ง ร่วนซุยเท่านั้นที่จะช่วยให้การสร้างหัวเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน และยังมีส่วนสนับสนุนการปลดปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยเคมี อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์โครงสร้างทางกายภาพของดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชตลอดเวลา  ส่วนปุ๋ยเคมี ในระยะที่สอง อายุ 30-45 วัน  มีส่วนในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพซึ่งก็ขาดไม่ได้เช่นกัน  การใช้ปุ๋ยต้องผสมผสานจึงจะได้ผลผลิตสูงสุดตามที่คาดหวัง การใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องกลบปุ๋ยไว้ในดินเสมอ และไม่ควรใส่ปุ๋ยทางดินเมื่ออายุมันสำปะหลังเกินกว่า 4-5 เดือน เนื่องจากรากที่แก่จะมีการดูดอาหาร(ไอออน)ได้น้อยลง เพราะมีการสะสมของสารบางตัว (ซูเบอริน) อย่างไรก็ตามการให้ปุ๋ยเคมีหลังจากพืชมีรากและใบแล้ว ประมาณ 30-45 วันเหมาะสมที่สุด  มันสำปะหลังที่สมบูรณ์รากจะเริ่มสะสมอาหารตั้งแต่อายุ 45 วันเป็นต้นไป นั่นหมายถึงเวลาที่พืชต้องการปุ๋ยเพื่อสร้างการเจริญเติบโตทุกส่วน

ต้นพันธุ์  

   

                 ระยอง 11  ยาว 180-200 ซม.                    ระยอง 9  ยาว 280-350 ซม.

      ปัจจุบันต้นพันธุ์สะอาดที่เกษตรกรจะนำมาปลูกทดแทนแทบจะมองหามิได้เลยใน 45 จังหวัดที่มีการปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ (ประมาณ7.7 ล้านไร่)  ซึ่งแต่ละจังหวัดก็ประสบปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดทำลายจนเสียเกือบทั้งหมด เช่นกัน   ด้วยเหตุนี้จึงต้องมี โครงการให้เกษตรปลูกต้นพันธุ์สะอาดใช้   เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็ไม่สามารถหามาให้ได้   เกษตรกรต้องผลิตต้นพันธุ์สะอาดขึ้นมาใช้เอง  ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรเท่านั้น โดยต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่จะนำมาปลูกต้องมีการป้องกันโดยการชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีหรือสารชีวภัณฑ์ก่อนปลูกทั้งสิ้น

เทคนิคและการจัดการ

    

                                                                              ตัดท่อนพันธุ์                                                                                                       

 
       ท่อนพันธุ์  (สด) ที่ใช้ควรมีขนาดหน้าตัดไม่น้อยกว่า 20-25 มม. ( 1 นิ้ว )    ในวงรอบของหน้าตัดระหว่างเปลือกและเนื้อไม้จุดที่มียางให้เห็น เรียกว่า เพริไซเคิล  (Pericycle) จุดนี้คือจุดที่ออกราก ในหน้าตัด 1 นิ้ว รากที่ออกรอบๆ จะมีประมาณ 70-80 ราก  และรากที่จะพัฒนาเป็นรากสะสมอาหารมีประมาณ 20-25 %   (ประมาณ 16-20 หัว) อาจเกินกว่านั้นแต่หัวจะเล็ก ส่วนใหญ่จะน้อยกว่า และขนาดท่อนพันธุ์ที่มีหน้าตัดน้อยกว่า รอบที่จะออกรากก็น้อยลงหัวมันสดที่ได้ก็จะน้อยลงตามสัดส่วน
      เมื่อได้ท่อนพันธุ์และขนาดที่ต้องการแล้ว  ความยาวของท่อนพันธุ์ก็เป็นส่วนสำคัญกับการอยู่รอด กล่าวคือ  ถ้าปลูกปลายฤดูฝน ควรตัดท่อนให้ยาวประมาณ 30 ซม. ให้มีความชื้นในท่อนพันธุ์มากเพื่อความอยู่รอดก่อนที่มันสำปะหลังที่ปลูกจะมีรากและใบ  (การตัดสั้นถ้าไม่มีฝนหรือทิ้งช่วงนานท่อนพันธุ์จะแห้งก่อนการแตกตา)     การปลูกต้นฤดูฝน  ในดินที่มีความชื้นสูงและต้นฝน ท่อนพันธุ์ควรอยู่ที่ 20-25 ซม.   และควรแช่สารกำจัดไข่และตัวแมลงที่ฝังตัวอยู่ในตาโดยที่เรามองไม่เห็น

ระยะปลูก

    
 


       ระยะปลูกและความลึกในการปักท่อนพันธุ์    ระยะปลูกควรพิจารณาสายพันธุ์มันที่ปลูก  ถ้าเป็นมันต้นตรง ไม่มีกิ่ง  เช่นระยอง 9 (CMR 35-64-1) ไม่ควรมีระยะปลูกเกิน 80 x 80 ซม.  (2500 ต้น/ไร่)  และ 100 x 100 ซม. สำหรับมันกิ่งทั่วไป  แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรต่ำกว่า 80 x 80 ซม. เพราะระยะดังกล่าวเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดกับการจัดการ และที่สำคัญ  ประชากรมันในแปลงปลูกได้รับธาตุอาหาร (ปุ๋ย)เต็มที่ (50 กก./ไร่) ทั้งยังไม่เกิดการแย่งทั้งอาหารและแสงกันด้วย   ส่วนความลึกในการปักท่อนพันธุ์ควรมี 1 ใน 3 ของความยาวที่ตัด    การปักตื้นหรือจิ้มไว้ในหน้าดิน จะมีผลกระทบต่อรากอ่อนเมื่อดินดูดซับเอาความร้อนจากผิวดินไว้ โดยเฉพาะเมื่อฝนตกไม่มาก  ความร้อนระอุจะส่งถึงรากที่กำลังอ่อนแอ  การปักลึกตามแนะนำ ประมาณ 3-5 ตาใต้ดินจะงอกเป็นรากถ้าต้นบนดินรอด และถ้าบนดินตายก็จะพัฒนาเป็นต้นแทงออกมาจากใต้ดิน  เป็นการเพิ่มการรอดของการปลูกมันอีกทางหนึ่ง  และถ้าเป็นรากก็สามารถช่วยหาอาหารได้  สังเกตจากการเจริญเติบโตจะเร็วกว่าการปักตื้น  และรากที่งอกออกมาจากตาในดินสามารถพัฒนาเป็นรากสะสมอาหาร (หัว) ชั้นบนได้อีกด้วย เกษตรกรจะเห็นว่าบางต้นของมันสำปะหลังจะออกหัวเป็นชั้นๆ   จนมีเซียนหัวใสนำไปเป็นแนวทางการพัฒนามันคอนโด  ฯลฯ   โดยตั้งใจเฉาะตาออกเป็นชั้นหวังให้ออกหัวตรงตำแหน่งที่เฉาะตาไว้ ซึ่งโดยความเป็นจริงไม่สามารถทำได้เลย เพราะธรรมชาติเท่านั้นที่จะทำให้เป็นหัวได้    ไม่ใช่คน  ดังนั้นแนวทางที่กล่าวมาจึงเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลที่มีวาระซ่อนเร้น และเมื่อมีการพิสูจน์ความเป็นจริงก็พบว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
 
ผลผลิต  
      

       ผลผลิตที่ได้ขึ้นอยู่กับการผสมผสานทุกสิ่งเข้าด้วยกัน  เริ่มตั้งแต่ดิน   สายพันธุ์     เทคนิคต่างๆ ระยะเวลาที่สอดคล้อง   ปุ๋ย หรือธาตุอาหารที่ลงตัว (มิใช่หนักไปที่ตัวใดตัวหนึ่ง)   รวมไปถึงการจัดการที่ดี โดยเฉพาะวัชพืช และสุดท้าย อายุการเก็บเกี่ยวต้องอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสม บนพื้นฐานความเป็นจริง

สารที่ใช้แช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก

       การแช่ท่อนพันธุ์ที่ได้ผลและประหยัดควรจะเป็นสารที่สามารถแช่ท่อนพันธุ์ได้นานจนสารเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในท่อน้ำเลี้ยงพืช (Xylem) เซลล์ผิว โดยเฉพาะตา ที่เป็นแหล่งอาศัยของตัวและไข่เพลี้ยแป้งได้มากที่สุด จึงแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าตัวอ่อนและไข่ได้   อีกทั้งสารดังกล่าว (BB) เป็นเชื้อราที่สามารถเคลื่อนย้ายในท่อน้ำเลี้ยงพืชได้   จึงมีการป้องกันได้นานเทียบเท่าการใช้สารเคมี  ส่วนการฉีดพ่นกำจัดในเดือนกุมภา-มีนาคม  แนะนำให้ใช้สารเคมีเพราะได้ผลดีกว่า   เพราะความชื้นต่ำและมีอุณหภูมิสูง ไม่เหมาะสมที่จะใช้สารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นเนื่องจากสารชีวภัณฑ์ต้องการความชื้นสูง ไม่ต่ำกว่า 60-70%  แต่ทุกครั้งที่ใช้ควรใช้ร่วมกับสารเสริมประสิทธิภาพ มิฉะนั้นการฉีดพ่นจะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยเนื่องจากสารจะไม่จับตัวแมลงหรือใบมันสำปะหลังที่มีไข (แวกซ์)เคลือบอยู่  และง่ายต่อการชะล้างจากน้ำค้างหรือน้ำฝน   การใช้สารเคมีแช่ท่อนพันธุ์สามารถทำได้  แต่ไม่ควรแช่เกิน 5-10 นาทีเพราะอาจจะมีปฏิกิริยากับการงอกของรากและตา   ตรงกันข้ามจะไม่เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวถ้าใช้สารชีวภัณฑ์  และสารเสริมประสิทธิภาพที่จะใช้กับสารชีวภัณฑ์ก็ไม่ควรมีองค์ประกอบเป็นเคมีที่เป็นอันตรายกับเชื้อรา 

       อีกประการหนึ่ง หากมีการใช้แมลงธรรมชาติควบคุมกำจัด เช่น แมลงปีกใส แตนเบียน ด้วงเต่า ฯลฯ เกษตรกรต้องงดการฉีดพ่นสารดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ให้ใช้เพียงการแช่ท่อนพันธุ์เท่านั้น  เพราะแมลงที่จะเข้ามากำจัดเพลี้ยแป้งอ่อนไหวกับสารเคมีมาก โดยเฉพาะ "แตนเบียน"  การพ่นสารกำจัดวัชพืช ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้หัวครอบ ป้องกันการฟุ้งกระจายของสาร และต้องพ่นให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

 

   

      แช่ท่อนพันธุ์                                                

หมายเหตุ      สารที่ศูนย์ฯพิจารณาใช้ เป็นสารชีวภัณฑ์ เช่น บิวเวอเรีย บัสเซียน่า ผง (ฆ่าตัว) แพซิโลมัยซิส ไลลาซินัส ผง (ฆ่าไข่) ความเข้มข้นที่  1x10 ยกกำลัง 9  ระยะเวลาแช่ ประมาณ 20 นาที   เกษตรกรสามารถใช้สารเคมีได้ด้วยตามคำแนะนำของกรมวิชาการ แต่ไม่ควรแช่นานเพราะเท่าที่ศูนย์ฯได้ทดลองแล้วมีผลกระทบต่อการงอกและการแตกตาของท่อนพันธุ์  ด้วยเหตุนี้ศูนย์ฯจึงใช้สารชีวภัณฑ์เพราะไม่มีผลกระทบดังกล่าว อีกทั้งยังสามารถลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย ที่ผ่านมาศูนย์ฯใช้สารดังกล่าวอย่างได้ผลสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในแปลงทดลองในหลายๆโครงการ
 
      วิธีการแช่   หรือภาชนะที่ใช้แช่ท่อนพันธุ์เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้ได้เองตามความเหมาะสม (ต้นพันธุ์สด) อัตราการใช้ 1000 กรัมต่อน้ำ 400 ลิตร ระยะเวลาแช่ 20-30 นาที   นำขึ้นและใช้ได้อีกจนกว่าน้ำยาจะหมด  1 ชุดสามารถแช่ท่อนพันธุ์ได้ ประมาณ 10-15 ไร่  (ปล่อยให้น้ำสะเด็ดจากท่อนพันธุ์แล้วนำกลับไปใช้ และในแต่ละครั้งไม่ควรใช้สารเกิน 24 ชม. หากยังจะใช้นำน้ำแช่ต่อควรเพิ่มเชื้อราใหม่ ในความเป็นจริงถ้าเป็นไปได้เกษตรกรควรเปลี่ยนน้ำแล้วผสมสารใหม่  ท่อนพันธุ์ที่แช่สารแล้วรอการปลูกควรเก็บไว้ในที่ร่ม และคลุมไว้ด้วยกระสอบป่านชุบน้ำ ไม่ควรคลุมด้วยพลาสติค)


การป้องกันอย่างยั่งยืนโดยการลดพื้นที่ปลูก  หรือแบ่งการปลูกเป็นสองระยะ

      เกษตรกรควรแบ่งพื้นที่ที่มีอยู่เป็นสองส่วน  ส่วนแรกปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ด้วยปุ๋ยอินทรีย์เช่นปุ๋ยหมัก หรือ  ปุ๋ยคอก ก่อนปลูก แล้วทำตามขั้นตอนตามหลักวิชาการ โดยเริ่มปลูกเป็นมันต้นฤดู (เม.ย-มิ.ย)    ส่วนที่สองที่เหลือ  ปลูกปุ๋ยพืชสด  เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม  โสน ต่างๆ  ฯลฯ  แล้วแต่จะหาได้จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง (สำนักพัฒนาที่ดิน) หลังจากพืชสดที่ปลูก  เจริญงอกงามออกดอกได้อายุตามเกณฑ์ (60-75 วัน) จึงไถกลบ  ทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์จึงเริ่มเข้าขั้นตอนการปลูกในส่วนที่สอง เป็นการปลูกกลางฤดู (ก.ค-ส.ค) ผลที่จะได้รับคือ  พื้นที่การระบาดน้อยลงเพราะการแบ่งพื้นที่ปลูกให้น้อยลง  และ เมื่อมีการระบาดก็ยังสามารถควบคุมได้ไม่ยากนัก   ส่วนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือเกษตรกรสามารถประหยัดปุ๋ยตัวหน้า (N) ได้อย่างน้อย 20-30% ต่อไร่ 

 

    


      เนื่องจากเมล็ดของปุ๋ยพืชสดที่หว่านลงไปในดินเพียง 5 กก.ต่อไร่นั้น  สามารถให้อินทรียวัตถุที่สามารถปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพดินกว่า 2 ตันต่อไร่    และใน 70-80% ของอินทรียวัตถุนั้น ด้วยกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินและผลที่ตามามันคือ ไนโตรเจนที่พืชต้องการนั่นเอง  และยังมีส่วนที่จะได้รับผลพวงตามมาคือ  เมื่อมีปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น โครงสร้างทางกายภาพดินดีขึ้น  ดินจะเก็บความชื้นไว้ได้มากกว่าดินที่มีอินทรียวัตถุน้อยกว่า  เมื่อมีความชื้นในเขตรากมากขึ้น การทิ้งใบของมันสำปะหลังก็จะช้าลง  เวลาของการสร้างหัวก็จะยาวนานขึ้น  สมบูรณ์ขึ้น หัวมันสดที่ได้จะมีขนาดใหญ่กว่า อย่างที่เกษตรกรสามารถจะแยกแยะได้ด้วยตัวเอง   ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินที่เป็นเสมือนเส้นใยชีวิตของเกษตรกร  ให้มีโอกาสใช้ทำกินต่อไปได้อย่างยั่งยืน   ดังพระราชดำรัชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเป็นแนวทางไว้ว่า   “จงเลี้ยงดิน  เพื่อให้ดินไปเลี้ยงพืช”

แปลงปลูกต้นพันธุ์สะอาดของศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการผลิตมันสำปะหลัง จ.กาญจนบุรี

แปลงที่ 1   HB 60,  HB 80  (30-05-53)

    

    

  อายุ 4 เดือนเศษ      ความสูง 190 ซม.  การเจริญเติบโต  d/1.65 เส้นผ่าศูนย์กลางต้น 23-24 mm

 

CMR 35-64-1  ระยอง 9  (07-06-53)

       

                                 

 ระยอง 9 อายุ 4 เดือน  ความสูง 210 ซม. การเจริญเติบโต d/1.08 เส้นผ่าศูนย์กลางต้น 24-25 mm

 

แปลงที่ 2  ( 24-09-53)  CMR 35-64-1,  CMR 35-22-196 ,   KU 50

   

CMR-35-64-1  อายุ 1 เดือน

 

CMR 35-22-196  อายุ 20 วันเศษ

 

KU 50 และ CMR 35-22-196  อายุ 20  วันเศษ

 ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการผลิตมันสำปะหลัง (แห่งประเทศไทย) จ.กาญจนบุรี

                                                                                                          
           



ต้นพันธุ์สะอาดเพื่อการทำพันธุ์article

การปลูกมันสำปะหลังสะอาด เพื่อการทำพันธุ์  
  
      

หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการผลิตมันสำปะหลัง(แห่งประเทศไทย) จังหวัดกาญจนบุรี ที่อยู่ : เลขที่ 340 หมู่ที่ 7 บ้านพุประดู่ ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี รหัสไปรษณีย์ : 71190 เบอร์โทร : 034-670-026 081-009-3883 084-340-2343 อีเมล : sansern1551@windowslive.com เว็บไซต์ : www.cassava-devlp-center.com