ReadyPlanet.com
dot
dot
มันสำปะหลัง
dot
bulletบทความ การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้ง
bulletโครงการปลูกมันสำปะหลังสะอาดเพื่อการขยายพันธุ์
bulletสารแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก
bulletสายพันธุ์มันสำปะหลัง และการจำแนกชนิดพันธุ์
dot
การป้องกันอย่างยั่งยืน
dot
bulletการใส่ปุ๋ยและชนิดปุ๋ย
bulletการเก็บเกี่ยว
dot
Newsletter

dot
bulletลงทะเบียน อบรมการปลูกมันสำปะหลังตามหลักวิชาการและการผลิตมันเส้นสะอาดคุณภาพชุมชนเพื่อการค้า รุ่น12 23-25 ตุลาคม 2557
bullet


เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้ง


ต้นพันธุ์สะอาดเพื่อการทำพันธุ์ article

การปลูกมันสำปะหลังสะอาด เพื่อการทำพันธุ์  
  
       จากการระบาดของเพลี้ยแป้งที่รุนแรงกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ  และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการระบาด หรือลดลงได้ ทำให้ต้นพันธุ์สะอาดที่จะใช้ปลูกในฤดูการปลูกนี้มีไม่พอเพียงกับความต้องการของเกษตรกรทุกสายพันธุ์  ราคาต้นพันธุ์ที่ดูเหมือนสะอาดสูงถึงต้นละ 4-5 บาท  และการที่ต้นพันธุ์มีราคาแพง, หายาก    เกษตรกรจึงต้องใช้ต้นพันธุ์ที่มีอยู่ทั้ง ๆ ที่ต้นพันธุ์นั้นได้รับการระบาดแล้วมาปลูก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบว่าการระบาดจะรุนแรงกว่าเดิมเป็นทวีคูณ สุดท้ายก็จะส่งผลกระทบในระดับประเทศ  อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
       ที่ผ่านการแก้ปัญหา  เป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น   มิใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การแนะนำ ชื่อสารให้เกษตรกรไปหาซื้อ แต่เกษตรกรไม่รู้วิธีการใช้อย่างถูกต้อง    สารที่แนะนำต้องใช้บนเงื่อนไขอย่างไรจึงจะได้ผล  เกษตรกรกลับไม่รู้รายละเอียดในเชิงลึก   ผลสุดท้ายการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวจะกลายเป็นการสนับสนุนการระบาดอย่างหนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน่วยงานที่ช่วยเหลือจึงได้รับผลเพียงลดแรงกดดันจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกที่ได้รับความเดือดร้อนเพียงระยะ สั้น ๆ เท่านั้นโครงการปลูกต้นพันธุ์สะอาดใช้เองนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้เกษตรกรมีพันธุ์สะอาดได้ปลูกในปีถัดไป โดยเกษตรกรจะต้องเป็นผู้ปลูก  และดูแลเอง  ในพื้นที่ตัวเอง  ต้นพันธุ์ที่ได้ ต้อง เก็บไว้ใช้เอง
       รายละเอียดเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรต้องปลูกตามหลักวิชาการ  ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ให้ปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ  และจะต้องดูแลเป็นอย่างดีเพื่อตัวของเกษตรกรเอง  โดยผู้ที่จะต้องร่วมให้การสนับสนุนน่าจะเป็นผู้ประกอบการ
ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรเป็นผู้แนะนำ   และผู้ประกอบการเองน่าจะเป็นผู้ริเริ่มถ้ามีพื้นที่ปลูกเป็นแปลงสาธิต  การปลูกตามหลักวิชาการนอกจากจะได้ต้นพันธุ์ที่สะอาด มีภูมิต้านทานโรคและแมลงแล้ว ผลผลิตที่จะได้ก็สูงขึ้นด้วย
        

ขั้นตอนการปลูกต้นพันธุ์สะอาด

 การเตรียมดิน

       วิเคราะห์ดินตามหลักวิชาการเพื่อหาสมบัติต่าง ๆ ของดินทั้งกายภาพ  เคมี  ชีวภาพ  และธาตุอาหารปรับให้เหมาะสมตามค่าวิเคราะห์   จึงจะได้ดินที่อุดมสมบูรณ์  ต้องไม่ลืมว่าพืชจะเจริญเติบโต มีภูมิคุ้มกันโรคและแมลงได้จะต้องปลูกบนดินที่อุดมสมบูรณ์ทั้งกายภาพ  เคมี  ชีวภาพ   และมีธาตุอาหารเพียงพอที่จะสร้างความเจริญเติบโตเท่านั้นในแปลงที่ได้รับการระบาดเกษตรกรต้องไม่ไถกลบต้นที่ไม่ต้องการไว้ในดิน เพราะในแต่ละตาของต้นที่รับการระบาดจะมีทั้งตัวและไข่เพลี้ยแป้งอยู่เป็นจำนวนมาก  พร้อมที่จะออกมาเป็นทำลายมันสำปะหลังของท่าน การไม่ทำลายต้นและไถกลบจึงเป็นการต่อชีวิตเพลี้ยแป้งให้อยู่รอต้นมันชุดใหม่ที่ท่านปลูก  ในพื้นที่ระบาดรุนแรง  ควรพักดินด้วยการไถพรวนสองถึงสามครั้งให้ตัวและไข่ตายหรือฝ่อ การปลูกปุ๋ยพืชสดจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งและหยุดการระบาดได้  ทั้งยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินที่ส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำถึงต่ำมากอีกทางหนึ่งด้วย  ผลที่ได้ตามมาเกษตรกรสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้บางส่วน 10-20%

การใส่ปุ๋ยและชนิดของปุ๋ย

       มันสำปะหลังต้องการปุ๋ยอินทรีย์รองพื้นก่อนปลูก ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ (เน้นตัวกลาง P )   จาก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสดก็ได้  คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้นที่จะช่วยเสริมให้การสร้างหัวเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน  ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์โครงสร้างทางกายภาพของดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชตลอดเวลา  ส่วนปุ๋ยเคมี ในระยะที่สอง อายุ 30-45 วัน  มีส่วนในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพซึ่งก็ขาดไม่ได้เช่นกัน  การใช้ปุ๋ยต้องผสมผสานจึงจะได้ผลผลิตสูงสุดตามที่คาดหวัง ไม่ควรใส่ปุ๋ยทางดินเมื่ออายุมันสำปะหลังเกินกว่า 4-5 เดือน เนื่องจากรากที่แก่จะมีการดูดอาหาร(ไอออน)ได้น้อยลง เพราะมีการสะสมของสารบางตัว (ซูเบอริน) อย่างไรก็ตามการให้ปุ๋ยเคมีหลังจากพืชมีรากและใบแล้ว ประมาณ 30-45 วันเหมาะสมที่สุด  มันสำปะหลังที่สมบูรณ์รากจะเริ่มสะสมอาหารตั้งแต่อายุ 45 วันเป็นต้นไป นั่นหมายถึงเวลาที่พืชต้องการปุ๋ยเพื่อสร้างการเจริญเติบโตทุกส่วน

ต้นพันธุ์ 
 ปัจจุบันต้นพันธุ์สะอาดที่จะนำมาปลูกแทบจะมองหามิได้เลยใน 45 จังหวัดที่มีการปลูกมันสำปะหลัง ทั้งประเทศ (ประมาณ7.7 ล้านไร่)  ซึ่งแต่ละจังหวัดก็ประสบปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดทำลายจนเสียเกือบทั้งหมด เช่นกัน   ด้วยเหตุนี้จึงต้องมี
โครงการให้เกษตรปลูกต้นพันธุ์สะอาดใช้   เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็ไม่สามารถหามาให้ได้   เกษตรกรต้องผลิตต้นพันธุ์สะอาดขึ้นมาใช้เอง  ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรเท่านั้น โดยต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่จะนำมาปลูกต้องมีการป้องกัน
โดยการชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีหรือสารชีวภัณฑ์ก่อนปลูกทั้งสิ้น

เทคนิคและการจัดการ
 
       ท่อนพันธุ์  (สด) ที่ใช้ควรมีขนาดหน้าตัดไม่น้อยกว่า 20-25 มล. ( 1 นิ้ว )    ในวงรอบของหน้าตัดระหว่างเปลือกและเนื้อไม้จุดที่มียางให้เห็น เรียกว่า เพริไซเคิล  (Pericycle) จุดนี้คือจุดที่ออกราก ในหน้าตัด 1 นิ้ว รากที่ออกรอบๆ จะมีประมาณ 70-80 ราก  และรากที่จะพัฒนาเป็นรากสะสมอาหารมีประมาณ 20-25 %   (ประมาณ 16-20 หัว) อาจเกินกว่านั้นแต่หัวจะเล็ก ส่วนใหญ่จะน้อยกว่า และขนาดท่อนพันธุ์ที่มีหน้าตัดน้อยกว่า รอบที่จะออกรากก็น้อยลงหัวมันสดที่ได้ก็จะน้อยลงตามสัดส่วนเมื่อได้ท่อนพันธุ์และขนาดที่ต้องการแล้ว  ความยาวของท่อนพันธุ์ก็เป็นส่วนสำคัญกับการอยู่รอด กล่าวคือ  ถ้าปลูกปลายฝน ควรตัดท่อนให้ยาวประมาณ 30 ซม. ให้มีความชื้นในท่อนพันธุ์มากเพื่อความอยู่รอดก่อนที่มันสำปะหลังที่ปลูกจะมีรากและใบ (ตัดสั้นถ้าไม่มีฝนท่อนพันธุ์จะแห้งก่อน)     ปลูกต้นฝน  ในดินที่มีความชื้นสูงและต้นฝน ท่อนพันธุ์ควรอยู่ที่ 20-25 ซม.   และควรแช่สารกำจัดไข่และตัวแมลงที่ฝังตัวอยู่ในตาโดยที่เรามองไม่เห็น
 
       ระยะปลูกและความลึกในการปักท่อนพันธุ์    ระยะปลูกควรพิจารณาสายพันธุ์มันที่ปลูก  ถ้าเป็นมันต้นตรง ไม่มีกิ่ง  เช่นระยอง 9 (CMR 35-64-1) ไม่ควรมีระยะปลูกเกิน 80 x 80 ซม.  (2500 ต้น/ไร่)  และ 100 x 100 ซม. สำหรับมันกิ่งทั่วไป  แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรต่ำกว่า 80 x 80 ซม. เพราะระยะดังกล่าวเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการ และที่สำคัญ  ประชากรมันในแปลงปลูกได้รับธาตุอาหาร (ปุ๋ย)เต็มที่ (50 กก./ไร่) ทั้งยังไม่เกิดการแย่งทั้งอาหารและแสงด้วย  
      ส่วนความลึกในการปักท่อนพันธุ์ควรมี 1 ใน 3 ของความยาวที่ตัด    การปักตื้นหรือจิ้มไว้ในหน้าดิน จะมีผลกระทบต่อรากอ่อนเมื่อดินดูดซับเอาความร้อนจากผิวดินไว้ โดยเฉพาะเมื่อฝนตกไม่มาก  ความร้อนระอุจะส่งถึงรากที่กำลังอ่อนแอ  การปักลึกตามแนะนำ
ประมาณ 3-5 ตาใต้ดินจะงอกเป็นรากถ้าต้นบนดินรอด และถ้าบนดินตายก็จะพัฒนาเป็นต้นแทงออกมาจากใต้ดิน  เป็นการเพิ่มการรอดของการปลูกมันอีกทางหนึ่ง  และถ้าเป็นรากก็สามารถช่วยหาอาหารได้  สังเกตจากการเจริญเติบโตจะเร็วกว่าการปักตื้น  และรากที่งอกออกมาจากตาในดินสามารถพัฒนาเป็นรากสะสมอาหาร (หัว) ชั้นบนได้อีกด้วย เกษตรกรจะเห็นว่าบางต้นของมันสำปะหลังจะออกหัวเป็นชั้นๆ   จนมีเซียนหัวใสนำไปเป็นแนวทางการพัฒนามันคอนโด  ฯลฯ   โดยตั้งใจเฉาะตาออกเป็นชั้นหวังให้ออกหัวตรงตำแหน่งที่เฉาะตาไว้ ซึ่งโดยความเป็นจริงไม่สามารถทำได้เลย เพราะธรรมชาติเท่านั้นที่จะทำให้เป็นหัวได้    ไม่ใช่คน  ดังนั้นแนวทางที่กล่าวมาจึงเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลที่มีวาระซ่อนเร้น และเมื่อมีการพิสูจน์ความเป็นจริงก็พบว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
 
 

ผลผลิต  

      ผลผลิตที่ได้ขึ้นอยู่กับการผสมผสานทุกสิ่งเข้าด้วยกัน  เริ่มตั้งแต่ดิน   สายพันธุ์     เทคนิคต่างๆ ระยะเวลาที่สอดคล้อง   ปุ๋ย หรือธาตุอาหารที่ลงตัว (มิใช่หนักไปที่ตัวใดตัวหนึ่ง)   การจัดการที่ดี โดยเฉพาะวัชพืช และสุดท้าย อายุการเก็บเกี่ยวต้อง
อยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสม บนพื้นฐานความเป็นจริง

สารที่แช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก

       การแช่ท่อนพันธุ์ที่ได้ผลและประหยัดควรจะเป็นสารที่สามารถแช่ท่อนพันธุ์ได้นานจนสารเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในท่อน้ำเลี้ยงพืช (Xylem) และตาที่เป็นแหล่งอาศัยของตัวและไข่เพลี้ยแป้งได้มากที่สุด จึงแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าตัวอ่อนและไข่ได้   อีกทั้งสารดังกล่าวเป็นเชื้อราที่สามารถเคลื่อนย้ายในท่อน้ำเลี้ยงพืชได้   จึงมีการป้องกันได้นานกว่าการใช้สารเคมี  ส่วนการฉีดพ่นกำจัดขณะนี้ (กุมภา-มีนาคม) แนะนำให้ใช้สารเคมีเพราะได้ผลเร็วกว่า   ไม่ควรใช้สารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นเนื่องจากสารชีวภัณฑ์ต้องการความชื้นสูงในขณะที่ใช้ต้องไม่ต่ำกว่า 60-70%  แต่ทุกครั้งที่ใช้ควรใช้ร่วมกับสารเสริมประสิทธิภาพมิฉะนั้นการฉีดพ่นจะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยเนื่องจากสารจะไม่จับตัวแมลงหรือใบมันสำปะหลังที่มีไข (แวกซ์)เคลือบอยู่ และง่ายต่อการชะล้างจากน้ำค้างหรือน้ำฝน   การใช้สารเคมีแช่ท่อนพันธุ์สามารถทำได้  แต่ไม่ควรแช่เกิน 5-10 นาทีเพราะจะมีปฏิกิริยากับการงอกของรากและตา   ตรงกันข้ามจะไม่เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวถ้าใช้สารชีวภัณฑ์  และสารเสริมประสิทธิภาพที่จะใช้กับสารชีวภัณฑ์ก็ไม่ควรมีองค์ประกอบเป็นเคมีที่เป็นอันตรายกับเชื้อรา
 
      วิธีการแช่   หรือภาชนะที่ใช้แช่ท่อนพันธุ์เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้ได้เองตามความเหมาะสม อัตราการใช้ 1000 กรัมต่อน้ำ 400 ลิตร ระยะเวลาแช่ 20-30 นาที   นำขึ้นและใช้ได้อีกจนกว่าน้ำยาจะหมด  1 ชุดสามารถแช่ท่อนพันธุ์ได้ ประมาณ 10-12 ไร่ (ต้นพันธุ์สด)


การป้องกันอย่างยั่งยืนโดยการลดพื้นที่ปลูก  หรือแบ่งการปลูกเป็นสองระยะ

       เกษตรกรควรแบ่งพื้นที่ที่มีอยู่เป็นสองส่วน  ส่วนแรกปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ด้วยปุ๋ยอินทรีย์เช่นปุ๋ยหมัก หรือ  ปุ๋ยคอก ก่อนปลูก แล้วทำตามขั้นตอนตามหลักวิชาการ โดยเริ่มปลูกเป็นมันต้นฤดู (เม.ย-มิ.ย)ส่วนที่สองที่เหลือ  ปลูกปุ๋ยพืชสด  เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม  โสน ต่างๆ  ฯลฯ  แล้วแต่จะหาได้จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง (สำนักพัฒนาที่ดิน) หลังจากพืชสดที่ปลูก  เจริญงอกงามออกดอกได้อายุตามเกณฑ์ (60-75 วัน) จึงไถกลบ  ทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์จึงเริ่มเข้าขั้นตอนการปลูกในส่วนที่สอง
เป็นการปลูกกลางฤดู (ก.ค-ส.ค)
       ผลที่จะได้รับคือ  พื้นที่การระบาดน้อยลงเพราะการแบ่งพื้นที่ปลูกให้น้อยลง  และ เมื่อมีการระบาดก็ยังสามารถควบคุมได้ไม่ยากนัก   ส่วนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือเกษตรกรสามารถประหยัดปุ๋ยตัวหน้า (N) ได้อย่างน้อย 20-30% ต่อไร่  เนื่องจากเมล็ดของปุ๋ยพืชสดที่หว่านลงไปในดินเพียง 5 กก.ต่อไร่นั้น  สามารถให้อินทรียวัตถุปรับปรุงโครงสร้างสมบัติทางกายภาพกว่า 2 ตันต่อไร่    และใน 70-80% ของอินทรียวัตถุนั้นคือไนโตรเจนหรือปุ๋ยตัวหน้านั่นเอง  และยังมีส่วนที่จะได้รับตามมาคือ  เมื่อมีปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น โครงสร้างดินดีขึ้น  ทำให้ดินเก็บความชื้นไว้ได้มากกว่าดินที่มีอินทรียวัตถุน้อยกว่า  เมื่อมีความชื้นในเขตรากมากขึ้น การทิ้งใบของมันสำปะหลังก็จะช้าลง  การสร้างหัวก็จะนานขึ้น  สมบูรณ์ขึ้น หัวที่ได้จะดกมีขนาดใหญ่กว่า อย่างที่เกษตรกรสามารถจะแยกแยะได้ด้วยตัวเอง   ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินที่เป็นเสมือนชีวิตของเกษตร  ให้มีโอกาสทำกินต่อไปได้อย่างยั่งยืน   ดังพระราชดำรัชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเป็นแนวทางไว้ว    “จงเลี้ยงดิน  เพื่อให้ดินไปเลี้ยงพืช”


                       
          



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


โครงการปลูกมันสำปะหลังสะอาดเพื่อการขยายพันธุ์




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการผลิตมันสำปะหลัง(แห่งประเทศไทย) จังหวัดกาญจนบุรี ที่อยู่ : เลขที่ 340 หมู่ที่ 7 บ้านพุประดู่ ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี รหัสไปรษณีย์ : 71190 เบอร์โทร : 034-670-026 081-009-3883 084-340-2343 อีเมล : sansern1551@windowslive.com เว็บไซต์ : www.cassava-devlp-center.com