ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > มันพันธ์เกล็ดมังกรจับโบ้

มันพันธ์เกล็ดมังกรจับโบ้


อยากทราบว่ามันพันธ์เกล็ดมังกรจับโบ้ มีที่มาจากไหน นักวิชาการได้รับรองพันธ์นี้หรือเปล่า

แล้วปลูกมันพันธ์นี้แล้วได้ผลผลิตตามที่คนส่วนใหญ่เค้าอ้างว่าดีหรือเปล่าครับ

หาข้อมูลทางเน็ตแล้วก็ยังสังสัยอยู่ดี ว่าพันธ์เกล็ดมังกรมีพันธ์นี้อยู่จริงหรือไม่ครับ



ผู้ตั้งกระทู้ โจ (j_joe2522-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2012-06-22 11:38:20


[1] 2 ถัดไป >>

ความเห็นที่ 1 (1617144)

มาจาก CMR33-57-81  หรือระยอง 72  หน่วยงานพัฒนาพันธุ์ ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง รับรองพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร  ปลูกระบบน้ำฝนผลผลิตเฉลี่ย 5-5.5 ตัน/ไร่ พื้นที่เหมาะสมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกระบบน้ำหยด 10-15 ตันต่อไร่ เก็บเกี่ยวในฤดูฝน เปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ย 20-22 ฤดูแล้ง 24 อ่อนแอต่อโรคใบ้ไหม้ แป้งถอยเร็วกว่าพันธุ์อื่นเมื่อฝนตก ปลูกระบบน้ำหยดหัวจะยาวกว่าระบบธรรมชาติ ต้นสูงแตกกิ่งน้อย (ที่ระดับ 130-150) ยอดอ่อนสีม่วง ใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีแดง (คล้ายระยอง 5) ราคาต้นพันธุ์ศูนย์ต้นละ 1 บาทเศษๆ ถูกนำไปตั้งชื่อใหม่เพื่อการค้าเป็นเกร็ดมังกร และเกร็ดมังกรจัมโบ้ เมื่อประมาณสอง-สามปีที่ผ่านมา โดยอ้างผลผลิต 40 -50 และ 90 ตันต่อไร่ ส่วนใหญ่คนที่อ้างว่าทำได้จะเป็นเครือข่ายที่ต้องการขายต้นพันธุ์ (เพราะซื้อมาแล้ว) ราคาต้นพันธุ์ขายอยู่ที่ต้นละ 15-20 บาท ขอยืนยันว่าเป็นพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรเพราะได้พิสูจน์ดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้วครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-22 17:02:21


ความเห็นที่ 2 (1618611)

ขอหลักฐานด้วยครับ ต้องการข้อมูลที่เป็นความจริง

และที่น่าสงสัย อาจารย์มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ครับ  มีคนที่ปลุกและประสบความสำเร็จ ต้องการให้ข้อมูล

ส่งมาไม่ได้แก้ตัว นะ ต้องการอธิบายให้คนอ่านได้ศึกษาวิเคาะห์ แต่ข้อมูลที่ส่งมา ถูกอาจารย์ลบทิ้ง

เหลือแต่ข้อมูลที่เลวๆๆๆ โจมตี ไว้ หมายความว่าอะไร

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนสงส้ย วันที่ตอบ 2012-07-02 10:13:41


ความเห็นที่ 3 (1618639)

ตอบครับ "คนสงสัย"

หลักฐานของผมเป็นหลักฐานตามกฏหมายไม่จำเป็นต้องเอามาแสดงให้ดูหรอกครับ หลักฐานเลวๆคุณดูได้ก็ไม่รู้เรื่องเข้าไม่ถึงหรอก  อยากรู้ก็โทรไปถามสถาบันวิจัยพืชไร่ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชนี้เขาจะตอบเอง หรือไม่ก็ไปแจ้งความจับผมและคนที่ออกมาคัดค้านการขายต้นพันธุ์ที่แพงแสนแพงของพวกท่าน วันนั้นกระบวนการทางศาล ก็จะบังคับให้นำพันธุ์ของพวกท่านที่อ้างว่าพัฒนามากับมือไปพิสูจน์หาความจริงเอง ในทางตรงกันข้าม ของพวกคุณนั่นแหละที่ต้องเอาออกมาเปิดเผย มันมีขั้นตอนทางกฏหมายอยู่แล้ว ว่าการผสมพันธุ์จะต้องมีพ่อมีแม่พันธุ์ชื่ออะไร ได้มาอย่างไร ทำกันกี่ปีกี่ซ้ำ ถ้าไม่ใช้พ่อแม่พันธุ์ในประเทศเอาเข้ามาอย่างไร กรมวิชาการอนุมัติการนำเข้าเมื่อไร หรือถ้าเป็นพันธุ์ในประเทศหน่วยงานเจ้าของพันธุ์เขาอนุญาตให้หรือเปล่า นี่ต่างหากที่คุณต้องเอาออกมาแสดงมิใช่คนที่ปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรยากจนต้องเอามาแสดง แล้วจะได้รู้ว่าถ้าไม่มีหลักฐานแล้วมันมีโทษทั้งจำทั้งปรับเท่าไร

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-02 15:08:04


ความเห็นที่ 4 (1619305)

                   ตอบได้ถูกใจครับ..ผมทดลองมาแล้ว ระยอง 72 แต่บอกกับชาวบ้านว่า เป็นพันธุ์ใหม่ ชื่อ เกล็ดสระแก้ว ปรากฎว่า ชาวบ้านนำไปปลูก และดูแลอย่างดีตามที่อบรมไป  ผลปรากฏว่า  น่าจะได้ถึง 5-6 ตัน/ไร่ (ปลูกแบบชีวภาพ)  ตื่นเต้นกันใหญ่ เพราะต้นทุนถูกมาก  จะมาขอซื้อ บอกว่าต้นละ 10 บาทก็สู้

           พอผมบอกว่า  เฮ้ยราคาต้นละ 2 บาท เอามั้ย  ปรากฎว่าชาวบ้านงงมาก เพราะเคยไปถามว่าไอ้เกล็ด..จังไร เนี่ย..ต้นละ 15 บาท มันไม่ง้อขายซะด้วย

           ไม่รู้จะหลอกขายพันธุ์ไปอีกนานเท่าไร  เวรกรรมของเกษตรกรไทยจริงๆ ครับอาจารย์

                                                  เคารพเสมอ..ศูนย์บ้านดินสระแก้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น ศูนย์บ้านดินสระแก้ว วันที่ตอบ 2012-07-10 21:26:05


ความเห็นที่ 5 (1619402)

 ผมลองประมวลวิธีการโปรโมทพันธุ์จัมโบ้เมกะมหามัน30ตัน/ไร่แล้ว มันก็แค่นี้เอง

1) เป้าหมายคือขายท่อนพันธุ์ให้ได้มากกว่า15บ/ท่อน

2) ทำโชว์ด้วยการปลูก1งาน หรือน้อยกว่านั้น แล้วอัดบำรุงเต็มที่ หรือปลูกทิ้งข้ามสองปี

3) ขุดออกมาสักสามสี่หลุม ชั่งน้ำหนักวัดได้ ต้นละ20กก

4) เอาตัวเลข20กก ไปคำนวณโดยคูณกับจำนวนต้นต่อไร่ หรือ *1600ต้น ได้ออกมา 32ตัน

5) ส่งเรื่องไปลงในวารสารที่ขาดสติ ไม่รู้เบื้องหลังการทดลอง ใส่ไข่ลงข่าวว่า โคตรมันพันธุ์ใหม่ทดลองปลูกแล้ว ได้ 30ตัน/ไร่

ลองคิดดูราคาต้นทุนสำหรับท่อนพันธุ์แล้ว ท่อนนึงปลูกได้4หลุม ตกเหมาเบ็ดเสร็จราคาท่อนพันํุ์พันธุ์คือ 6000บ/ไร่

ที่น่าจะแย่ไปกว่านั้นคือ คนที่ถูกหลอกขายพันธุ์มาแล้ว ก็คงหวังจะเอาไอ้พันธุ์บ้านี้ไปขายต่อด้วย

ก็กลายเป็นแชร์ลูกโซ่โคตรมันมหาภัยไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Redmountain วันที่ตอบ 2012-07-11 13:42:43


ความเห็นที่ 6 (1620006)

ผมกำลังทดลองครับ  อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรติดตามได้ครับ จะอัพเดทให้ดูเรื่อย ๆ

http://www.pl-civil.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=pl-civilcom&thispage=1&No=1424473

ผมไม่ได้มาขายอะไรทั้งสิ้นนะครับ แค่อยากพิสูจน์ความจริง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ไร่นายช่าง วันที่ตอบ 2012-07-16 22:30:56


ความเห็นที่ 7 (1620059)

ไร่นายช่าง

คุณปลูกเขียวปลดหนี้ (ระยอง 11) ได้ 4.6 ตันต่อไร่นับว่าเก่งมากครับ เพราะในแปลงวิจัยทำได้ประมาณ 4.9 ตันต่อไร่ที่ 12 เดือน พันธุนี้เป็นพันธุ์เด่นที่แป้งครับ 8 เดือนถ้าขุดช่วงแล้วเคยเห็น 30-32 % แต่น้ำหนักจะมาช้ามากกว่าพันธุ์อื่นๆ ถ้าขายให้โรงงานแป้ง หรือที่ใดที่เขาวัดแป้งแล้วซื้อตามเปอร์เซ็นก็สามารถปลดหนี้ได้ตามที่เขาตั้งชื่อกัน เพราะคนตั้งชื่อคือคนที่หลุดหนี้ แต่ต้องดูราคามันด้วยถ้าราคาเป็นอย่างที่ผ่านมาปีนี้ ไม่เป็นหนี้เพิ่มก็บุญแล้วครับ แต่ถ้าเอาไปขายเป็นมันรวมตามลานรับซื้อเสียดายแทนครับ

ดีครับช่วยอัพเดทให้ดูหน่อย ขุดตอนอายุ 12 เดือน ผมเชื่อว่าถ้าคุณต้องการพิสูจน์ คุณจึงต้องทำอย่างตรงไปตรงมาให้เกษตรกรที่ยังลังเลได้ตัดสินใจ ต้องไม่ลืมค่าใช้จ่ายในการให้ปุ๋ย พ่นสารหรือปุ๋ยทางใบด้วยนะครับ ค่าแรงคงไม่เท่าไรเพราะคุณทำน้อยมาก ถ้าเทียบกับ Redmountain เพราะนั่นเขาทำสองสามร้อยไร่ ตัวหารมันต่างกัน แต่เห็นดินแล้วเหนื่อยแทนครับ ตอนนี้ยังดูอะไรไม่ค่อยชัดเจนนักเพราะมีฝนคอยช่วย รอดูช่วงตุลาคมเป็นต้นไปภาพออกมาจะไม่เหมือนตอนนี้ยกเว้นระบบน้ำหยดครับ  ขอบคุณที่เขามาแชร์ให้คนอื่นๆได้ดูภาพ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-17 10:09:27


ความเห็นที่ 8 (1620258)

ผมปลูกมาตั้งนานแล้วครับ เกล็ดมังกรจัมโบ้(ระยอง 72) เนี่ย แหมเสียดาย ...ตอนขายต้นพันธ์ ถ้าขายได้ต้นละ 15-20 บาท ป่านนี้คงรวยเละเทะเลย  ขายไร่ละ1500-2000 บาทยังไม่ค่อยมีใครจะซื้อเลยครับ  น่าจะตั้งชื้อเป็นเกล็ดพระยานาคนะครับ เผื่อมีใครมาขอหวยมันผมบ้าง

ผู้แสดงความคิดเห็น kai_silatip วันที่ตอบ 2012-07-18 16:16:20


ความเห็นที่ 9 (1632941)
  อาจารย์ สรรเสริญครับรบกวนดูที่ลิ้งนี้หน่อยครับ 
 
 
http://www.mersiainter.com/index.php?actions=forum_post&topic=3

  เค้าบอกว่าได้ผสมพันธ์ระหว่างมัน3สายพันธ์ โดยการเลี้ยงเนื้อเยื่อครับ สงสารเกษตรกรจังเลยครับ เจอกับปัญหามันราคาตก  มันเป็นโรคระบาด

แล้วยังจะมาเจอกับปัญหาโดนพวกต้นพันธ์ ราคา๑๕บาท ไม่รู้เวรกรรมอะไรกับเกษตรกรตาดำๆ ผมคนนึงที่โดนมัน๓๐ตันต่อไร ตอนนี้ไม่อยากให้โค

โดนหลอกอีก เราจะทำยังไงกับมันลูกโซ่ดีครับอาจารย์ ขอบคุณนะครับสำหรับพื้นที่แสดงความคิดเห็น

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กหลังเขา วันที่ตอบ 2012-10-07 16:45:45


ความเห็นที่ 10 (1646810)

อ.สรรเสริญ

ผมกำลังหามันระยอง11 มาปลูก เกษตรมือใหม่ครับ กำลังเบื่องานประจำ อยากจะได้เคล็ดลับการปลูกมันที่ถูกต้องแบบขั้นตอนละเอียด ดินที่ไร่ผมเป็นดินร่วนปนทราย ทรายออกจะมากไปหน่อย เอาดินไปตรวจแล้วเค้าว่าเปรี้ยวมาก แก้ไขแบบไหนที่ประหยัดเงิน และถ้าผมปลูกในที่นาแบบยกร่องสูง 50 ซม เพื่อป้องกันท่วมมัน มันจะรอดหรือจะตายครับ แล้วหากผมรดน้ำด้วยสปริงเกลอร์ จะได้ผลผลิตประมาณเท่าไหร่ต่อไร่ ปลายเดือน มกราคม ปีหน้านี้ แน่นอนครับ กำลังเจาะบ้ำบาดาลอยู่

ผู้แสดงความคิดเห็น นพขอนแก่น วันที่ตอบ 2012-12-25 15:31:35


ความเห็นที่ 11 (1646905)

เรียนความเห็นที่ 9

ผมขออภัยที่ไม่เห็นกระทู้ของคุณ แต่ชุดนี้แหละครับที่เริ่มต้นขายพันธุ์โดยโพสท์ไปตามเว็ปต่างๆ(รวมทั้งผมด้วย) คนโพสท์ยังปลูกมันไม่เป็นเลยครับ ไปอ่านกระทู้หน้า 19 ดูนะครับมีคนเข้ากระทู้และอ่านสองหมื่นกว่าคนแล้ว เรื่องผสมข้ามสายพันธุ์เราไม่รู้ครับเขาอาจทำได้ แต่กรมวิชาการ หรือหน่วยงานพัฒนาพันธุ์ไม่ทำครับ ราคาต้นพันธุ์ 15-20 บาทต่อต้น จนกับจนครับ คนโลภ คนโง่เท่านั้นที่เชื่อว่าจะได้ 50 หรือ 90 ตัน

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-25 20:55:51


ความเห็นที่ 12 (1651481)

เพิ่งรู้เหมือนกันครับว่าเกร็ดมังกรที่แท้ก็ระยอง 72 นี่เอง ผมไ้ยินมาตั้งนานแล้วหาประวัติเกร็ดมังกรตั้งนานไม่ เจอสักที วันนี้รู้แจ้งเห็นจริงเลยครับ ยอมรับเลยครับว่าน้ำหนักดีแต่ลานรับซื้อไร่ออกจากลานเลยครับ ไอ้ส่วนที่ว่าทำมันสำปะหลังได้ 30 - 40 ตันอย่ามาหลอกกันเลยครับ ถ้ามันอายุ 7-8 เดือนไม่มีทางเป้นไปได้ ส่วนใหญ่ที่ได้มันสำปะหลังจะอายุ 15 ขึ้นไปครับ ไร่มันเนี้ยะผมทำมาตั้งแต่สมัยราคา 70 ตังโน้นครับ ต่อให้น้ำหลายหยดก็ไม่มีทางทำได้ครับถ้าอายุมันแค่ 7-8 เดือน 

ผู้แสดงความคิดเห็น บ้านไร่มันสำปะหลัง วันที่ตอบ 2013-02-05 14:58:52


ความเห็นที่ 13 (1653795)

 ผมเป็นเกษตรกรมือใหม่  แต่ยินดีแลกเปลี่ยนความรู้ครับ

ก่อนอื่นไม่ได้ดูถูกใครนะคับ  แต่อยากให้คนที่ออกความเห็นที่จะโจมตีคนอื่นทดลองทำก่อนครับ
ผมเองก็เคยสับสน เกล็ดมังกรธรรมดา  กับ จัมโบ้  และ ระยอง 72 ครับ  ผลที่ได้คือ ต้นของ ระยอง 72 คล้าย กับเกล็ดมังกรมาก
 
แต่  หัวไม่เหมือนกัน  ขอย้ำนะครับ  ผมทดลองปลูกเองในแปลงจริง  ใช่น้ำฝน ที่แล้งด้วย และโดนเพลี้ยแป้งลง 2 ครั้งเพี้ยไฟ 1 ครับ
ในรอบการปลูก  ผลที่ได้คือ  ผมขุดช่างต่อหน้าคนอื่นๆทั้งหมด 15 ต้น  โดยต่ำสุดอยู่ที่ 5.7 โล สูงสุดอยู่ที่ 14.2 โล
 
1 ไร่ผมปลูก 1350 ต้น ครับ  ผมที่ได้คือ ผมทำ 5 ไร่  ได้ผลผลิตทั้งหมด 60 ตัน  ขุดไปเมื่อ 5/03/2013 ครับ  ปลุกที่นครสวรรค์ ใครอยากรู้โทรมาถามได้   ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมายครับ ก็ศึกษาจากผู้รู้หลายๆท่าน อ่านบ้าง  ผมจบวิดวะคอมพิวเตอร์นะคับไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพแต่ก็ศึกษาเรื่องดินโครงสร้างดินและการเติบโตของพืช   อ่อลืมบอกไปผมปลูกแบบชีวภาพด้วยนะ  แต่ก็ส่งเคมีด้วย  เรืองน้ำหมัก ผมก็ทำมาเยอะ  จึงคิดว่ามันเกี่ยวข้องกันทุกอย่าง  ผมเชื่อว่า ผู้รู้หลายๆคนคงจะเก่งกว่าผมเยอะ แต่ผมก็เชื่อว่ามีไอ้พวกมั่วๆเยอะครับ ผมก็เจอพวกเก่งแต่ปากมาเยอะ
 
ผมจะยกตัวอย่างนะ  มีใครรู้บ้างไหมว่า  ต้นมันแต่ละพัน  ควรจะ   สูง  และแตกราก  ในอัตตราส่วน สัปดาห์ละเท่าไหร่  มีแต่พูดว่าช่วงเดือน 1-3 สำคัญมาก  ผมเองก็เลยทดลองด้วยตัวเอง ถึงจะรู้  แต่ไอ้พวกพูดปาวๆว่ากูเนี่ยเก่ง เคยเอาเรื่องพวกนี้มาบอกเกษตรกรบ้างไหม เพระาเรื่องพวกเนี้ยสำคัญมาก  พันของมันก็ไม่ใช่ประเด็นมาก ต่อผลผลิต  ระยอง 5 ผมก็ปลูกได้ไร่ 6 ตันนะ ใช้น้ำฝน  ผมปลูกแปลงเดียวกันเลยดูแลเหมือนกัน   เป้าหมายต่อไปคือการปลูกแบบไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเลย แต่ก็อยู่ขั้นทดลองครับยังไม่ได้ผลครับ
 
 
 สุดท้ายนี้ผมขอทิ้งคำถามฝากผู้รู้ช่วยมาตอบทีเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรบ้างนะคับ
 
1 อะไรบ้างที่เป็นปัจจัยและมีผลกระทบต่อการเติมโตและแตกรากของต้นมัน  (รบกวนตอบเป็นข้อๆนะครับ  รู้ความความเยอะยาว แต่เพื่อประโยชน์ครับ)
 
2 อะไรที่จะทำให้ดินมีความสมบูรณ์ถึงขนาดปลูกโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีได้ (ข้อนี้จะช่วยลดต้นทุนครับ  แต่ปัญหาคือเกษตรกรไม่เชื่อว่าทำได้ครับ)
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-06 12:19:17


ความเห็นที่ 14 (1654922)

เบื่องลึกของพันธุ์เกร็ดมังกร ปลูก 3ไร่ ชื้อพันธุ์มา 3700 บาทต่อไร่ ลงทุนปรับปรุงดิน ขี้ไก่ โดโลไมล์ ฟอลเฟต แร่เทคโตมิก วางระบบนํ้าหยดต้นทุน 20000 บาทต่อไร่ ดูแลอย่างดี ปุ๋ยเข้าระบบนํ้า ปุ๋ยทางดินไร่ละ 100 กิโล ทางใบทุกอาทิตย์จนถึงอายุ3 เดือน ขุด 12เดือน ใด้ 15 ตันต่อไร่ราคามันรวม กก 2.2 บาท รวมเป็นเงิน 99000 ใด้กำไร 39000 แต่ขายพันธุ์ 12000 ต้น ต้นละ 10 บาท ใด้อีก 120000 บาท และต้นพันมีไม่อั้นเพราะไปปลูกแปลงทำพันธุ์ไว้อีกต่างหาก ลงทุนไร่ละไม่กี่บาทผลผลิต 4-5ตัน ต่อไร่เท่ากับพันธุ์ทั่วไปนั้นหละครับ แต่เอาตัว 3 ไร่เป็นพระเอกทําการตลาดอย่างดี ขายต้นพันธุ์รวยกว่าหัวมันอื้อเลยครับ พอชื้อไปปลูกมีคนถามก็บอกเป็นพันธุ์เกร็ดมังกรจัมโบ้ขายต่ออีก ต้นละ 10 บาท กินกันเป็นทอดทอดสะบายท้อง ถ้าเอาพันธุ์รับรองมาทำแบบเดียวดูสิครับมันก็ใดเมือนกันแต่มันขายพันธุ์ไม่ใด้ก็เลยไปตั้งชื้อไหม่หรือพันธุ์ไหมมาทำเพราะเป้าหมายคือการขายพันธุ์ ผมไม่ใด้คิดเอาเองนะครับมันเป็นประสบการจริงของผมเอง แต่ตอนนี้ผมเลิกแล้วครับรวยแต่ไม่สบายใจ เป็นเกษตรรแบบเดิมสบายใจกว่า   

ผู้แสดงความคิดเห็น kk วันที่ตอบ 2013-03-21 17:17:34


ความเห็นที่ 15 (1654972)

ขอบคุณครับ คุณ kk ที่เอารายละเอียดมาเล่าให้ฟัง

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-22 11:48:44


ความเห็นที่ 16 (1655153)

 ผมขอเสริมคุณ KK ครับ

ผมเห็นด้วยกับคุณ KK ครับ  แต่ผมขอเสริมตรงที่ ผมซื้อต้นมาต้นละ 5 บาท 1 ไร่ผมใช้ 300 ต้น ช 1500 (เฉพาะครังแรก ครั้งอต่อไปไม่ต้องซื้อ)

ดั้งนั้นผมขอไม่คิดค่าต้นนะครับ

ผมใส่ขี่ไก่แกลบ 1 สิบล้อ 7500 ผมใส่ได้ 25 ไร่ครับ = ไร่ละ 300 บาท ครับ

ผมใช้ฮอโมลทำเอง ต้นทุนรวมกันไม่เกิน 500 บาท 

ค่าปุ๋ยเคมี 800 บาท

รวมค่าไถรวมกัน 3 ครั้ง ประมาณไร่ละ 1000 บาท

ต้นทุนผมก็ประมาณ 2600 ครับ

ถ้ารวมท่อนพันผมก็ 4100 บาท ครับ (เฉพาะปีแรก)

 

ผมไม่ได้มาขายของใดๆทั้งสิน ไมไ่ด้มีส่วนได้เสียใดๆทั้งสิน แค่อยากมาแลกเปลี่ยนความรู็ครับ

และที่ผมได้ทดลองมา เกล็ดมังกรจัมโบ้ ต้นมันไม่เหมือนระยอง 72 ครับ  ขนาดต้นก็ต่างกันแล้ว สีก้าน ใบ ก็ต่างกันครับ  แต่ระยอง 72 จะเหมือนกับที่ชาวเรียกว่าเก,้ดมังกรธรรมดา ต้น ใบจะเหมือนกันทุกอย่างครับ ซึ่งก็อาจจะเป็นพันเดียวกันก็ได้ครับเพราะผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ แต่ที่ผมได้ทดลองมากับแปลงคนข้างบ้าน  ต้นเหมือนกันครับ  แต่หัวไม่เท่ากัน ความยาวหัวไม่เท่ากันครับ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-25 19:50:52


ความเห็นที่ 17 (1655154)

 ขอบคุณ ทุกความคิดเห็นเพื่อให้เกษตรกรมีความรู้เพิ่มขึ้นนะครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-25 19:59:09


ความเห็นที่ 18 (1655172)

ต้นพันธุ์ที่ต่างได้ไปแล้วบอกว่าไม่เหมือนกันนั้น เช่นยอดไม่เหมือน ต้นไม่เหมือน ฯลฯ นั้น   มันมาจากคนซื้อๆของใคร กลุ่มไหนครับ แต่ที่แน่ๆคนที่เอามาปลูก ซื้อมาแล้ว เขาจะแถมชื่อ "เกร็ดมังกร หรือ เกดร็ดมังกรจัมโบ้" เพื่อจะเอาสตังค์จากกระเป๋าท่านเท่านั้น  สุดท้ายท่านปลูกแล้วก็อยู่บนความภูมิใจ ต่างก็คิดว่าของตัวเองเป็นของแท้ (ที่แน่ๆถูกหลอกทั้งหมด) เคยมีคนเข้ามาในกระทู้ บอกว่าเอาต้นของกลุ่มคนขายที่อ้างว่าพัฒนามากับมือมาให้ดูขณะกำลังเข้าหาเหยื่อ ถูกตอบว่าไม่ใช่ของเขา พันธุ์นี้ไม่ดี สู้ของเขาไม่ได้ เขารู้ดี เพราะเขาพัฒนามากับมือ ทั้งๆที่ต้นพันธุ์ที่เอามาให้ดู พวกเขาเพิ่งจะเอามาขายอีกหมู่บ้านหนึ่งเพียงอาทิตย์เดียว ยังกองอยู่อีกหมู่บ้าน  นี่ไงครับที่ผมบอกว่า กลุ่มคนพวกนี้เที่ยวติดต่อหาพันธุ์อะไรก็ได้ที่ถูกๆ (เคยขอซื้อกับศูนย์ด้วยเพราะที่ศูนย์ราคาบาทกว่าๆเท่านั้น ของแท้อีกต่างหาก อ้างว่าจะเอาไปขายพ่วงกับปุ๋ยแต่เราไม่ให้) พอได้ไปก็บอกว่าเป็น "เกร็ดมังกร" คนโง่บวกความโลภก็แย่งกันซื้อในราคาที่โดนกันอยู่ เพราะยากรวยโดยไร้เหตุไร้ผล

หน่วยงานพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังในประเทศไทย มีแค่  2 หน่วยงานคือกรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ต้องผ่านการอนุญาตนำเข้าอย่างถูกกฏหมาย (มีโทษจำคุก) การพัฒนาต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ใช้เวลานับ 10 ปี กว่าจะได้คุณภาพตามที่ต้องการ เพราะเราต้องการคุณภาพที่แท้จริง ถ้าเราไปใช้พันธุ์ที่พัฒนาแค่ปีสองปีจะเอาคุณภาพที่ไหน เดี๋ยวนี้คุณภาพมันสำปะหลังไทยตกต่ำกว่าเขมร เวียตนามแล้ว เพราะทำกันเหมือนกับขโมยปั้มแผ่นซีดีขายตามตลาดนัด ตราบใดที่ยังมีคนโง่ไปสนับสนุน (ขอโทษครับที่ใช้คำนี้เพราะคนฉลาดเขาจะปฏิเสธ) ทุกสายพันธุ์ก็จะกลายเป็นพันธุ์นี้หมด เพราะกลยุทธการขายคนขายต้องการชื่อนี้ มันหลอกกันง่าย บางคนขายต้นอย่างเดียว บางคนขายต้นพ่วงปุ๋ย ยา ฮอร์โมนที่อ้างว่าเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสายพันธุ์นี้ ถึงกับอ้างว่ารากจะงอกได้ภายในชั่วเวลาไม่กี่วัน ซึ่งมันไม่ใช่ความเป็นจริงเลย การปลูกมันเพื่อที่จะขายต้นในราคาสูงๆ คือการทำลายวงการเกษตร เพราะทำให้ต้นทุนสูง ผลผลิตและคุณภาพก็ไม่ได้ (สวนทางกับที่เราต้องแข่งขันกับเพื่อนบ้าน) ทุกปีมีคนตกเป็นเหยื่อมากมาย พอรู้ตัวแล้วก็หาทางถอนทุนด้วยการขายต้นเป็นช่วงๆไป คนที่เข้ามาใหม่ๆก็จะเป็นเหยื่อทุกๆปี ไม่เห็นเคยมีความยั่งยืน  บาปครับ กรรมครับ  ถ้าปลูกแล้วรวยจริงๆ รวยง่ายๆ คงมีแต่คนแห่ปลูกกันทั้งประเทศไปแล้ว อยากให้อยู่บนพื้นฐานความถูกต้องและเป็นจริงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วจะไม่ถูกหลอก..ไม่เสียเงิน โดนหลอกแล้วก็อย่าไปหลอกคนอื่นต่อ.(กราบละครับ) และใครก็ตามที่อ้างว่าเป็นเจ้าของ ช่วยเอาผลงานเข้าไปที่กรมวิชาการเกษตร หรือจะเอามาผ่านที่ผมก็ได้ จะประสานให้  ระบุว่าขั้นตอนทำมาอย่างไร (จะได้ช่วยสนับสนุน) ที่แน่ๆพันธุ์พ่อพันธุ์แม่นำเข้ามาอย่างไร ใครอนุญาต หรือ เอาพันธุ์ที่มีอยู่แล้วในประเทศมาพัฒนาต่อ หน่วยงานที่เป็นเจ้าของเขาอนุญาตหรือยัง อ้างลอยๆไม่ได้ เพราะสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ (ตรวจดีเอ็นเอ)

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-26 08:54:01


ความเห็นที่ 19 (1655182)

ติดตามการตอบปัญหาของอาจารย์ ได้ความรู้มากครับ เห็นอาจารย์ตอบปัญหาแล้วเหนื่อยแทนจริงๆครับ บางคนก็รั้นเหลือเกิน ไม่ยอมรับความจริง ผมทำมันมาแหละเห็นชาวบ้านแถวนี้ทำ ถ้ารอน้ำฝนอย่างเดียว มันก็ได้ประมาณ 3-5 ตัน แค่นี้จริงๆครับ ถ้าน้ำหยดก็อาจได้เป็น 10 ตัน ถ้าใครบอกว่าปลูกเกล็ดมังกรหรืออะไรได้ เป็น 10 ตัน ต่อไร่ แบบธรรมชาตินะครับ ผมยกไร่ให้ทำฟรีๆ ผมขอแค่ 4 ตัน ต่อไร่เท่านั้น ส่วนที่เหลือเอาไปเลย

 ขอถามอาจารย์หน่อยครับ ในฐานะอาจารย์ทำงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วย โครงการจำนำมันรอบสองนี้มีโอกาสเกิดหรือเปล่าครับ เห็นเขากำลังประท้วงขยายโครงการอยู่ 

ขอบคุณครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น มานะ วันที่ตอบ 2013-03-26 10:12:10


ความเห็นที่ 20 (1655185)

 ผมเห็นด้วยกับ อ.สรรเสริญ ครับ

ผมเองก็เป็นคนเกษตรกรมือใหม่ที่ได้มาทดลองอะไรแล้วก็เอาความรู็มาแชร์กัน  ถ้าใครที่บอกว่าเป็นเจ้าของช่วยออกมาเปิดเผยก็ดีครับแต่ถ้าไม่มีก็คงไม่เป็นความจริงครับ     เรื่องนี้ก้คงเถียงกันอีกนานครับ

ผมเองก็มองเห็นถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเปิด AEC เพราะข้างๆประเทศเราต้นทุนเราถูกกว่าเราเยอะ

ผมเองก็คิดแบบบ้านๆนะครับ  การที่จะลดต้นทุนเราก็คือ  เพิ่มผลผลิตต่อไร โดยเทียบกับต้นทุน  

งานทดลองของผม มุ่งหวังเพื่อ ลดต้นทุนเกษตรกร   และเพิ่มผลผลิตต่อไร่  ทั้งการใช้วัสดุธรรมชาติในการปรับดิน (ไม่ใช่การซื้อมาใส่นะครับ)

เช่น  การปลูกปอเทือง  ผมจะปลูกปอเทือง 1 ครั้งในรอบ 4 ปี ใส่ขี่ไก่แกลบ 1 ครั้งในรอบ 4 ปี โดยให้ห่างจากการปลูกปอเทือง 2 ปี ปอเทืองก็ไปเอาที่กรมพัฒนาที่ดิน ครับ ฟรีๆ  ก็ลดต้นทุนการใส่ 40-0-0 ไปได้ครับ  ตอนนี้ผมทำมาได้ 3 ปีแล้ว ต้นทุนผมก็เริ่มลดลงแล้วครับ แต่การเปลี่ยนแนวความคิดคน มันยากครับ ผมจึงต้องทำให้ดูเพื่อให้เค้าเชื่อว่ามันทำได้จริง  การใส่ฟางข้าว การใส่แกลบ ก็ช่วยเพิ่มธาตอาหารได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นขี้ไก่แกลบ หรือ แร่เพอไลน์ ปูน อะไรต่างๆที่ต้องซื้อกันมา   ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมายครับ  

แต่ผมคิดว่าคนเก่งๆในบ้านเมืองเราที่มีหน้าที่โดยตรง  ควรจะ  "หาทางออก หรือ หาวิธีการที่ดีกว่าที่ผมคิด เพราะขนาดผมเป็นวิศวะ ผมยังคิดๆได้เลย ผู้ที่เค้ามีหน้าที่ ที่เก่งกว่าผมเค้าก็น่าจะคิดได้ดีกว่าผม"  การทำให้มันได้ไร่ละ 30 ตัน  จริงครับตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องโกหกหรืออาจจะจริงก็ได้  แต่ถ้ามันทำให้เป็นจริงได้ มันจะไม่ดีกว่าหรอ ดีกว่ามานั่งคุยกันว่ามันจริงหรือไม่จริง  สู้เราช่วยกันทำให้เป็นจริงเลยไม่ดีกว่าหรอครับ

 

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-26 11:03:54


ความเห็นที่ 21 (1655201)

เรียนทุกท่าน

ทำไมหน่วยงานของสหกรณ์การเกษตร นาบ่อคำพัฒนา จ.กำแพงเพชร ถึงได้แนะนำให้ชาวบ้านให้ปลูกกันยกใหญ่เป็นหน่วยงานของเกษตรทำไมถึงได้สนับสนุนให้ปลูกมันพันธุ์เก็ดมังกรกัน มีใครช่วยตอบข้อสงสัย ผมว่ามันแปลกฯนะครับ

 

 

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนปลูกมัน วันที่ตอบ 2013-03-26 14:08:42


ความเห็นที่ 22 (1655256)

 ตอบคุณมานะ

โครงการจะมีรอบสองหรือไม่ผมเองไม่กล้าฟันธงอะไรได้เลยครับสำหรับการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เอาแค่จะให้มันสิ้นสุดตามวาระที่ประกาศกำหนดออกมาโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คือ 31 มีนาคม 2556 เหลืออีกไม่กี่วันเอง.. ยังทำไม่ได้ เมื่อวันวานผมไปโรงงานแป้งมันที่ผมเป็นที่ปรึกษาซึ่งผมต้องเดินทางไปทุกวันอังคาร ทราบไหมครับ เกษตรกรมาหาและร้องเรียนว่ามีคำสั่งหยุดการรับซื้อมันโครงการจากส่วนกลาง เหตุผลคือ "เต็มแล้ว"  ซึ่งมันขัดกับที่ประกาศออกมาโดยรัฐบาลโดยเอาวันที่เป็นตัวกำหนดว่า "วันที่ 31 มีนาคม 56" คือวันสุดท้ายของโครงการ  นี่ไงครับที่ผมบอกว่า อะไรก็เป็นไปได้หมด คนเดือดร้อนมีเยอะเนื่องจากโรงงานหรือลานรับซื้อที่เข้าโครงการไปจัดคิวให้เขาไว้ แล้วทีนี้จะทำอย่างไร.. เกษตรกรที่เลือกรัฐบาลนี้มาต้องก้มหน้าก้มตาขายมันในราคาถูกให้กับพ่อค้าตามเคย เวรกรรมจริงๆ..โครงการนี้ ใครรวย และ ใครจน เกษตรกรให้คำตอบได้ดีกว่าทุกคนเพราะเจอกับตัวเอง..ทำใจและจดจำไว้..คือสิ่งที่พูดได้ในตอนนี้ครับ

ตอบคุณคนปลูกมัน

หน่วยงานของสหกรณ์ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐครับ เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนขึ้นมาขอบริหาร(กู้)เงินจากสหกรณ์ของรัฐฯ โดยการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรสมาชิกที่ต้องการบนเงื่อนไขที่ถูกต้อง ดังนั้น นโยบายมันเลยไปขึ้นอยู่ตามวุฒิภาวะของผู้บริหาร หรือที่เรียกอย่างโก้หรูว่ากรรมการบริหารนั่นแหละ มีึหลายสหกรณ์ล้มเพราะการบริหารขาดทุน ส่วนใหญ่มาจากทุจริตคอรัปชั่นดังที่เป็นข่าวเสมอมา บางสหกรณ์ก็เข้มแข็งบริหารบนพื้นฐานความถูกต้อง แต่ก็ยังมีหลายๆสหกรณ์ที่ถูกสอบแล้วสอบอีกแทบทุกปีเรื่องความโปร่งใส ดังนั้นการสนับสนุนสิ่งใดบนพื้นฐานความรู้ที่จำกัดย่อมกระทำไปตามความเห็นของกรรมการบริหาร และที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมจึงให้สมาชิกปลูกพันธุ์นี้ ตอบได้เลยว่าพันธุ์นี้เกิดที่นี่แถวๆจังหวัดตากติดๆกับกำแพงเพชร ราคาต้นพันธุ์ที่แพงกว่าหน่วยงานรัฐมากมันเป็นแนวทางการค้ากำไร ซึ่งมันก็ตรงกับนโยบายการบริหารที่ต้องทำกำไร ที่สำคัญสามารถบังคับแกมขอร้องเกษตรกรสมาชิกได้ แต่เกษตรกรก็สามารถปฏิเสธได้มิใช่หรือครับ หรือปฏิเสธแล้วกู้สหกรณ์ไม่ได้...

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-27 10:15:17


ความเห็นที่ 23 (1655277)

เรียน คุณ มานะ  ผมเองก็ขอยืนยัน นะครับ ผมทดลองแปลงแรก 5 ไร่ ได้ 60 ตัน ใช้น้ำฝน ครับไม่ใช่น้ำหยด  และ อีกแปลง 4 ไร่ ได้  64 ตันครับแต่อาจจะเป็นเพระาดูแลง่ายเพราะแปลงมันเล็กครับ  แต่เรื่องน้ำหนักยืนยันครับว่าเป็นไปได้ครับ

 

ผมเองขอเสนอแนะครับ

ผมเองแนะนำชาวบ้านหลายที่แล้วครับ   เว้นไปปลูกข้าวโพดหวาน หรือข้าวโพดอ่อน  หรือ ผักชนิดอื่นแล้วแต่สดวกในพื้นที่  เน้นที่เอาไปขายตลาดผักได้

เพราะปัจจุบันนี้ แค่จีนไม่ซื้อเราประเทศเดียว  เราก็ไม่รู็จะเอามันไปทิ้งไว้ไหนหมดแล้วครับ  

ไม่อยากให้ไปผูกมัดกับมันสำปะหลังมากเกินไปครับ  เพราะทุกวันนี้ต้นทุนของเพื่อนบ้านเราถูกกว่าเรามากครับ  อนาคตจะแย่ครับ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-27 15:55:42


ความเห็นที่ 24 (1655279)

 คำพูดผม ฟังดูแล้วน้ำหนักมันน้อยเพราะผมก็ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานครับว่าแต่ละต้นของผมหัวขนาดไหน 

 

แต่ผมก็มีเว็บอื่นๆที่เค้าถ่ายไว้มาฝากให้ดูครับ  

http://www.bansuanporpeang.com/node/24585

ขอย้ำนะครับ   ผมเองไม่ได้มีเจตนามาขายสินค้าในเว็บนี้  และไม่ได้มีเจตนาจะมาทะเลาะกับใคร  แต่อยากช่วยเกษตรกร ครับ  ผมเองมีงานประจำเงินเดือนก็ไม่น้อยครับ  ไม่ไช่ว่าต้องมาหากินกับเกษตรกรครับ   แต่อยากช่วยจริงๆ 

ผมเองไม่ได้ทำแต่มันสำปะหลังนะครับ  ผมทำข้าวโพดสัตว์ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดอ่อน พริก ผักชี คะน้า  ผมเองก็นำร่องปลูกให้ชาวบ้านดูครับ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-27 16:06:23


ความเห็นที่ 25 (1655286)

ขอบคุณครับ ไม่ได้มีใครกล่าวหาคุณขายสินค้าเลยนะครับ เพียงแต่ติงไว้เท่านั้นเองว่าถ้าเราพูดอะไรแล้ว คนตีความผิดไปว่ามันเป็นสิ่งถูกต้องทั้งๆที่มันอาจยังไม่ถูกต้องนัก มันจะทำให้คนจนๆที่จนอยู่แล้วหลงทางได้ การทำอะไรก็ตามเราใช้เอง เราอาจเห็นว่ามันดีเช่นฮอร์โมนที่คุณทำขึ้นมาเองก็เป็นการลดต้นทุนถ้ามันได้ผลอย่างที่คุณบอก แต่ถ้าต้องมีต้นทุน 500 ต่อไร่ ผมยังเชื่อว่ามันเป็นภาระอยู่ดีนั่นเอง (ถ้ามีคนเชื่อ)เพราะเกษตรกรมิได้ทำไร่เดียว บางคนทำเป็นร้อยไร่ ผมอยู่กับมันสำปะหลังมาครึ่งชีวิต (ปีหน้าก็เกษียณแล้ว)ไม่เคยใช้ของพวกนี้เลยครับ แม้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ก็ใช้พืชสด หรือกากของทิ้งเช่นเปลือกดินตามโรงแป้ง ไม่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดจนเพื่อนโกรธก็มี(เพราะมันทำปุ๋ย) แต่ผมไม่เคยบอกว่าของเขาไม่ดี เขาผ่านการจดทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าจากกรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้อง นั่นหมายถึงคุณภาพเขาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ มีสิทธิ์ค้าขายได้ แต่ผมมีเหตุผลของผม  ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดควรใช้กับ พืชยืนต้น พืชสวน ไม้ดอก หรือ ฯลฯ ที่ขุดหลุมแล้วเอาไปผสมดินรองก้นหลุม เพราะมันแพงกว่าปุ๋ยเคมี การใช้ควรใช้ให้เป็นจะได้ประหยัด ให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด มิใช่เอามาหว่านทิ้งหว่านขว้างกับพืชไร่ คิดเอานะครับ 1 ถุง 50 กก.เอามาหว่านพื้น 1 ไร่ ผมว่าวิญญาณปุ๋ยยังแทบจะหาไม่เจอเลย และถ้าจะปรับปรุงกายภาพดิน 50 กก.ปรับไปทั้งชาติก็ไม่เห็นผล  มันจึงควรจะใช้อย่างถูกต้องดังกล่าว

การที่คุณดูแลดินดีขนาดนั้น คุณดีกว่าเกษตรกรที่ยังขาดความรู้อีกมาก ผลดีจะตามมาแน่นอน เพราะคุณมีความรู้คุณจึงเข้าถึงปัญหาได้เร็วกว่าเกษตรกรที่เขายังเข้าไม่ถึง สิ่งที่คุณทำนั้นคือการประหยัด ลดต้นทุนอย่างถูกทาง เพราะ 70-80 % ของอินทรียวัตถุในดิน เมื่อผ่านกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ดินแล้ว มันคือไนโตรเจนดีๆนี่เอง ซ้ำยังช่วยในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้ปุ๋ยเคมี เก็บความชื้นให้พืช กายภาพดินโปร่ง ร่วนซุย ให้พลังงานกับสิ่งมีชีิวตที่อาศัยดำรงชีพในดิน ฯลฯ สุดท้ายคุณก็ใช้ปุ๋ยเคมี(ไนโตรเจน)น้อยลง เพราะมีสะสมให้โดยธรรมชาติ การปลูกพืชหัว ถ้าดินร่วนซุยคุณชนะคนอื่นไปครึ่งหนึ่งแล้วครับ

ขอขอบคุณอีกครั้งที่เอาสิ่งดีๆมาแชร์กัน ยินดีต้อนรับทุกคนถ้ามีความหวังดีกับเกษตรกรจริงๆโดยไม่มีสิ่งแฝงเร้นอยู่เบื้องหลัง

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-27 19:04:11


ความเห็นที่ 26 (1655323)

 ขอบคุณ อาจารย์ สรรเสริญ ครับ

ผมเองก็ยังประสบการณ์น้อย ก้คงต้องได้รับการชีแนะจากอาจารย์อีกเยอะครับ

 

ผมเองก็อยากให้เกษตรกรไทยพัฒนาไปให้ไกลกว่านี้  ไม่ได้ดูถูกนะครับ ทุกวันนี้เกษตรกรไทย ส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นพ่อ รุ่นแม่เราครับ พวกเด็กหรือวัยรุ่นที่รักในอาชีพเกษตรหายากครับ  ด้ายเหตนี้จึง อาจ ทำให้เกษตรกรถูกหลอกได้ง่าย ผมเองก็ไม่อยากให้ใครโดนหลอกครับจึงต้องลงมือทำให้เค้าดู เพราะบอกเค้า เค้าก็ไม่เชื่อครับ

 บอกให้ปลูกปอเทือง ก็ไม่ปลูก  ผมจึงปลูกให้ดูก่อนว่าดอกกินได้ และยังไถกลบทำปุ๋ยได้ ลดการใส่ 46-0-0 ได้อีก

ผมยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกๆท่านนะครับ  ขอบคุณครับ  แปลงทดลองผมอยู่ที่ นครสวรรค์ และ ปราจีน กบินบุรี ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-28 11:18:21


ความเห็นที่ 27 (1655324)

 ขอแก้ไขข้อมูลนิดนะครับ  ผมอาจจะลงไม่ชัดเจน ผมทำน้ำหมัก ถัง 1000 ลิตร ครับ  ใช้ต้นทุก 500 บาท เนื่องจากซื้อ กากน้ำตาลครับ  ผมซื้อที่ราคา 8 กิโล 107 บาท ที่ดูโฮม ครับ  ซื้อมา 40 ลิตร ครับ   ส่วนอื่นๆที่เอามาใส่ ผมเอามาจากตลาดเป็นของเหลือใช้ เช่นเปลือกผลไม้ กระดูกปลา และอื่นๆแล้วแต่สูตรของใครอะครับ   

 

900 ลิตร  ผมทำใช้เอง แจกด้วย ก็ยังเหลือครับผมใส่อัตรส่วน  น้ำหมัก 1 ส่วน น้ำ 500 ส่วน  ครับ

เผื่อมีใครสนใจทำใช้เองครับ  

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-03-28 11:28:24


ความเห็นที่ 28 (1655373)

ที่อุบล ขี้ไก่ 1 รถ 10ล้อ ราคา 23000 บาท ตอนนี้ปลูกระบบนํ้าหยดครับ 20ไร่ แปลงแรก 6ไร่ อายุ 3 เดือนแล้วครับ แปลงที่สอง 14ไร่ อายุ 1 เดือน ผมปลูก 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เกร็ดมังกรจัมโบ้ , พันธุ์ระยอง7 , พันธุ์ระยอง9 ทำระบบเดียวกันทั้งหมดจะขุดอายุ 10เดือนครับ อีก9เดือนรู้ผนครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น kk วันที่ตอบ 2013-03-28 20:16:16


ความเห็นที่ 29 (1655375)

ลืมไปครับขอเพิ่ม เป้าหมายของการขายมันพันธุ์เกร็ดมังกรจัมโบ้ก็คือ กลุ่มผู้ไม่เคยปลูกมันมาก่อน , เกษตกรชั้นกลาง และ  เกษตกรชั้นบน กลุ่มเหล่านี้มีกำลังชื้อครับ ส่วนเกษตกรลายย่อยชื้อเหมือนกันครับ แต่คนละ 10-20 ต้น กลุ่มนี้เขาไม่สนใจหลอกครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น kk วันที่ตอบ 2013-03-28 20:55:36


ความเห็นที่ 30 (1656434)

ผมไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไรน่ะครับ แต่ผมลองปลูก 5 ไร่เมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ก้อ 12 เดือนพอดี ขุดไปแล้ว 1 ไร่ 1200 ต้นครับ ได้ทั้งหมดน้ำหนัก 27.87 ตัน (27,870 กก.) แปลงนี้ผมดูแลเรื่องดินดีครับ ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ปรับปรุงดิน 1500 กก./ไร่ แล้วไถ ปลูกเสร็จก็ดูแลให้น้ำพอชื้น ไม่ให้แฉะเกินไป ดินของผมเป็นดินร่วนปนทรายครับ แต่ได้ไม่ถึง 30 ตัน/ไร่ก้อไม่เป็นไรแค่นี้ผมก้อพอใจแล้วครับ เพราะผมเพิ่งเริ่มทำเป็นปีแรก เพราะเมื่อก่อนไปทำงานบริษัทเกือบ 10 ปี  ประเด็นที่จะได้ผลผลิตสูง ๆน่ะครับขึ้นอยู่กับ ดิน ปุ๋ย น้ำ เป็นสำคัญ แต่ต้องให้ถูกเวลาที่เหมาะสม ต้องทราบว่าพืชแต่ละชนิดจะให้ผลผลิตดีเมื่อได้ธาตุอาหารอะไรเมื่อไหร่เป็นสำคัญครับ  อย่างเช่นเกษตรกรเคยใช้ปุ๋ยชีวิภาพ, อินทรีย์, มูลสัตว์ ต่าง ๆ เป็นต้น ผมบอกเลยว่ามูลสัตว์แต่ละชนิด เช่น ขี้ไก่ ขี้หมู  ขี้วัว,กระบือ  แต่ละชนิดให้ธาตุอาหารต่างชนิดกันครับ   ผมมีวิธีปลูกที่จะแบ่งปันให้ทราบครับ แต่ผมไม่ได้ขายปุ๋ย ไม่ได้ขายพันธุ์มันสำปะหลัง ไม่ได้โฆษณาอะไรน่ะคับ เพียงแต่อยากแบ่งประสบการให้เห็น  เพราะปลูกที่อื่นผมไม่แน่ใจว่าจะได้เหมือนกันหรือเปล่า เพราะปีนี้จะไปปลูกที่ จ.ลพบุรี เพราะเป็นดินดำ,ดินแดง กะว่าจะลองดูว่าจะได้ผลเหมือนที่นี่หรือเปล่า แต่จะใช้วิธีการให้ปุ๋ยและน้ำเหมือนกันครับ

ปล.รายละเอียดวิธีการปลูกสอบถามได้ครับ

ผมจบ วิทยาศาสตร์บัณฑิต (เคมี) ครับ  ที่บอกเพื่อจะได้เชื่อว่าบัณฑิตก้อสามารถมาทำการเกษตรได้ครับ และเกษตรก้อเป็นเกษตรศาสตร์ ไม่ใช่เกษตรที่ชาวบ้านทำกัน ตอนทำทีแรกมีแต่คนบอกว่าผมบ้าหรือเปล่าทำงานเงินเดือนก้อเกือบแสนแล้วออกมาทำสวน ทำไร่ แต่ผมได้พิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นแล้วครับว่าทำได้ และตอนนี้ชาวบ้านก้อมาขอพันธุ์กับผม แต่ผมไม่ได้ขายแพงครับ ขายแค่ต้นละ 3 บาทเอง เป็นค่าที่ผมดูแลสวนเป็นอย่างดีเท่านั้นเอง


 

ผู้แสดงความคิดเห็น บัณฑิตคืนถิ่น วันที่ตอบ 2013-04-14 14:06:49


ความเห็นที่ 31 (1656466)

ปกติแล้วไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกไร่เดียวหรอกนะครับ ยกเว้นมีที่อยู่เพียงไร่เดียว ลองขุดให้หมดแปลงดูซิครับ แล้วเอาพื้นที่ทั้งหมดหารออกมาจะได้หรือเปล่า ยิ่งมากมันจะยิ่งลดลงตามตัวหาร  ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่คุณบอกนั่นแหละครับ ต้องเป็นวิทยาศาสตร์ อีกอย่าง ต้นทุนเฉพาะต้นพันธุ์มันสำปะหลัง ท่อนหนึ่งทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 30-40 สตางค์เท่านั้น (เอาพันธุ์แท้ๆจากกรมวิชาการหรือ ม.เกษตร) ต้นละบาทกว่าๆ ผมให้ 2 บาทเลย รวมค่าตัดค่ามัดไปด้วย ต้นหนึ่งตัดได้ 5 ท่อน ก็แค่ 40 สตางค์ แต่ ท่อนหนึ่งที่เสียบลงไปมันแตกออกมาให้ 2-3 ต้น ถ้าขายต้นละ 2 บาท ก็จะได้ 4 -6 บาท (สิบกว่าเท่าตัว) ดีกว่าปลูกเอาหัวมันซะอีก   และที่ขายกันอยู่ในปัจจุบันราคาเท่าไร... ของคุณยังน้อยนะครับ ตอนนี้ตั้งขายข้างทาง  7 - 10  บาท (ลดลงมาจาก 15-20 บาทต่อต้นเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา) ถึงกระนั้นก็ยังมีแมลงเม้าอย่างที่คุณ kk บอกบินเข้ากองไฟเยอะแยะ 

การปลูกมันหรือพืชใดก็ตาม ถ้าดูแลดี เตรียมดินให้พร้อม ทุกพืชให้ผลผลิตสูงเหมือนกันครับ ยิ่งเน้นการให้น้ำให้ปุ๋ยในไทม์มิ่งที่เหมาะสมยิ่งเห็นผลมากขึ้น สิ่งนี้แหละที่เกษตรกรอาชีพทำไม่ได้และเห็นผลต่างกัน เพราะมองข้ามความสำคัญพื้นฐานไป  แต่ พอเห็นคนอื่นเขาทำได้ดีกว่าตัวเอง กลับอยากทำบ้าง สุดท้ายก็เป็นเหมือนเดิมเพราะไม่เห็นค่าของคำว่า "ดินอุดมสมบูรณ์"ที่เป็นตัวขับเคลื่อนผลผลิตให้ การเอาใจใส่มากกว่าคนอื่นย่อมได้ผลผลิตดีกว่าคนอื่น แต่แน่นอนต้นทุนย่อมสูงกว่าคนอื่น แทบจะไม่มีใครหรอกครับน้อยมาก ที่จะเอาขี้วัวขี้ควาย หรือขี้ไก่ มาใส่ไร่ละตันครึ่ง แค่ค่าแรงใส่ก็อ่วมแล้ว (ถ้าทำเยอะๆ) เห็นแต่ใส่ให้แค่กระสอบสองกระสอบก็เป็นบุญแล้วสำหรับที่ดินจะได้ และน้อยมากครับที่จะมาสนใจเรื่องความชื้นในดิน หรือน้อยมากที่จะใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืช แต่พร้อมที่จะยากจน พร้อมที่จะถูกหลอกเรื่องต้นพันธุ์ เพราะเห็นเขาเล่าว่าทำได้เท่านั้นเท่านี้ (ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้เห็น) โดยไม่เฉลี่ยวใจเลยว่าเขาจะขายของเขา นี่คือเกษตรกรไทย ณ ปัจจุบัน ที่อนาคตน่าเป็นห่วงมากๆในอีกสองปีข้างหน้า 

ถ้าคุณจะขายพันธุ์คงไม่มีใครว่าคุณได้หรอกครับ แต่ผมหวังว่าราคาคงจะไม่สูงจนเป็นภาระให้เกษตรกร เพราะเกือบร้อยทั้งร้อยที่ซื้อไปทำได้อย่างคุณน้อยมาก แม้คุณเองถ้าขุดให้หมด 5 ไร่ แล้วหารออกมาใหม่ ผลคงไม่ได้อย่างที่โพสท์ ส่วนต้นทุนของต้นพันธุ์ผมก็บอกไปแล้ว ค่าดูแลคงไม่ต้องเอามาเกี่ยวข้องเพราะปลูกแล้วอย่างไรก็ต้องดูแลเพื่อที่จะเอาหัว ได้หัวเหมือนคนทั่วๆ ไป นั่นคือผลตอบแทนที่ส่วนใหญ่เขาได้กัน เพียงอยากฝากให้แนะนำคนที่เข้ามาขอคำปรึกษาให้รู้ถึงความเป็นจริงบนพื้นฐานที่เป็นไปได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรไม่ได้ทำไร่เดียว เมื่อทำมากตัวหารมากขึ้นจะทำให้ผลผลิตต่ำ แล้วคุณนั่นแหละจะเสียเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-15 10:18:33


ความเห็นที่ 32 (1656621)

 เรียนอาจารย์สรรเสริญ และ สวัสดีเพื่อเกษตกรทุกท่านค่ะ

 

เป็นลูกชาวไร่ค่ะ ที่บ้านทำไร่มันสัมปะหลังค่อนข้างเยอะ หลายแปลง เมื่อก่อนปลูกแบบใช้สารเคมีแต่ระยะหลังลดการใช้สารเคมีเพราะไม่คุ้มต้นทุน ได้เริ่มใส่ปุ๋ยจากขี้วัวในฟาร์ม ปลูกมันพันธ์ห้วยบง 80 ได้ผลผลิต 5-7 ตันต่อไร่ ใช้น้ำฝนธรรมชาติ ปุ๋ยคอก และเพิ่มฮอร์โมนให้ความแข็งแรงของหัวมัน ปันหาที่พบตอนนี้ คือ ต้นมันไม่เพียงพอต่อการปลูก ที่กรมวิชาการเกษตร ยังมีต้นพันธ์ขายหรือไม่คะ ไร่อยู่ ต. ลำสมพุง อ. มวกเหล็ก จ สระบุรีค่ะ ส่งผลผลิตขายที่ ห้วยบงค่ะ เคยไปรับต้นมันที่ศูนย์ห้วยบงคะ เราสามารถเพิ่มมูลค่าจากไร่มันสัมปะหลัง น้ำหนักได้อย่างไรบ้างคะ นอกเหนือจากการบำรุงข้างต้นค่ะ

พันธ์เกร็ดมังกร ทดลองปลูกทดลองการงอกไม่ค่อยดีเท่าไร อาจจะเพราะพันธ์มาจากผู้ขายที่ไม่สมบูรณ์  ได้ไร่ละ 3 ตัน หัวมันใหญ่ใช้ได้ ซึ่งคุณพ่อบอกว่าเมื่อซักปีสองปีที่แล้วพันธ์นี้จะบูมมากค่ะ การดูแล บำรุงเช่นเดียวกับทุกแปลงค่ะ แปลงนี้ 10ไร่ค่ะ

การเพาะปลูก ที่ไร่เน้นเรื่องการบำรุงดินและหยุดการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี เพราะทำให้ต้นทุนสูงควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ได้ ทำให้รายรับน้อยกว่ารายจ่าย ขาดทุน หลังจากที่ลดปุ๋ยเคมีลงทำให้มีเงินเหลือมากขึ้น แต่ผลผลิตมันยังราคาถูกอยู่ ต้องเข้าโครงการรับจำนำ แต่เงินก้อได้ช้าและจำกัดปริมานการส่ง ที่ไร่เกินโคต้าที่ลงได้ ทำให้ต้องขายโรงแป้งซึ่งราคารับซื้อ 2 บาท จากราคาจำนำ 2.75 นั่นหมายความว่า 1 รถหกล้อ เงินเราจะหายไป 7-8 พันบาทค่ะ

ปล ยังไม่ได้เป็นเกษตกรเต็มขั้น แต่นำความรู้เชิงวิชาการมาต่อยอดใช้ในไร่ที่คุณพ่อ คุณแม่ทำค่ะ ( จบ mba ค่ะ จะมองเรื่องต้นทุน ความคุ้มค่า งานวิชาการ และ khow how วิธีที่ชาวไร่ทำจริงๆๆ มาประยุกต์ใช้รวมกัน ตามสภาวะการณ์จริงที่ชาวไร่เจอค่ะ ) 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลายฝน (Bannrai-dot-playfon-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-15 23:57:58


ความเห็นที่ 33 (1656642)

 เท่าที่อ่านพอจะเข้าใจได้ว่าคุณมีฟาร์มวัวจึงนำเอาขี้วัวมาใช้โดยไม่ไปซื้อ ดีมากครับ ได้ลดต้นทุน แต่อยากจะติงไว้เพราะการบริหารการเกษตรมิใช่บริหารธุรกิจที่เอาตัวเลขมาเป็นดัชนี กำไรขาดทุน การบริหารด้านการเกษตรต้องอยู่บนพื้นฐานของการเกษตรที่แท้จริง มิใช่เอาอะไรมาใส่ก็ได้แล้วบอกว่าได้ผลผลิตดี และได้ลดต้นทุน การเอาขี้วัวไปใส่อย่างเดียวโดยไม่ส่งผลเรื่องผลผลิต หมายถึงในดินยังมีธาตอาหารเพียงพอจึงทำให้มองไม่เห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับที่เราใส่หรือเปล่า เพราะยังไม่แสดงผลออกมา จนกระทั่งวันที่มันไม่พอให้พืช วันนั้นพืชจะแสดงออกให้เห็นว่าผลผลิตจะลดลงเพราะไม่พอ 

ปุ๋ยคอกชนิดต่างๆ อยู่ในรูปปุ๋ยอินทรีย์ ที่มีธาตุอาหารต่ำ การที่จะใส่ให้พอเพียงตามที่พืชต้องการโดยธรรมชาตินั้น เขาวัดกันที่หน่วยธาตุอาหาร พืชต้องการเท่าใดต้องใส่ให้พอมันจึงจะให้ผลผลิตตามศักยภาพสูงสุดของมัน การลดปุ๋ยเคมีลงแล้วมีเงินเหลือ มันแน่นอนอยู่แล้วเพราะไม่ต้องไปซื้อ เงินมันจึงเหลือ  แต่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ธาตุอาหารไม่พอ มันจะเกิดปัญหาตามมาในอนาคตถ้าธาตุอาหารในดิน(เคมี)ที่สะสมไว้หมดลง ถ้ามันแสดงออกให้เห็นเมื่อไร วันนั้นการเยียวยาจะใช้ต้นทุนสูงและใช้เวลามาก 

เท่าที่เห็นมา บัณฑิตที่เรียนมาในเมเจอร์ที่ไม่ใช้สายตรง จะใช้ความเป็นผู้มีความรู้สรุปเอาเองว่าแนวทางที่ทำนั้นมันถูกต้องแล้ว บางท่านถึงกับสร้างแนวทางของตัวเองโดยให้คำแนะนำแก่เกษตรกรให้ปฏิบัติตาม นี่คือสิ่งที่กล่าวมาตลอดว่า "น่าห่วง" เพราะถ้ามีคนเชื่อก็เท่ากับหลงทางและดึงกลับค่อนข้างยาก 

ใช้ความเป็นผู้มีวุฒิภาวะศึกษาเพิ่มเติมสักหน่อยโดยเฉพาะคำว่า "เคมี" แล้วลองปรับแก้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือให้สังเกตุว่า ถ้าพืชไม่มีเคมีที่เราคิดว่ามันสิ้นเปลืองแล้วผลผลิตในปีถัดไปจะยังคงที่อยู่หรือไม่ เคมีที่เป็นประโยชน์ควรใช้ และเคมีที่เป็นโทษควรลด ละ หรือเลิกถ้าสามารถทำได้

ห้วยบง 80 ปลูกได้ผลผลิต 5-7 ตัน ถือว่าสูง นับว่าดินยังดีมาก และที่สำคัญถ้าเป็นเกษตรกรน้ำฝน ไทม์มิ่งที่ปลูกต้องดีด้วย แถวๆลำสมพุงติดต่อไปจรด พัฒนานิคม จนถึงหัวลำ ยังมีองค์ประกอบของเนื้อดินค่อนข้างสูงที่มีทั้งดินแดง(เหล็กออกไซด์สูง) และดินดำ ถ้าเป็นดินดำจะออกด่าง ส่วนการที่เราต้องขายหัวมันสดแล้วเราหายไป 7-8 พันบาทต่อหนึ่งคันรถนั้น เป็นผมเองหรือใครๆก็เสียดาย แต่ผมเลือกที่จะแปรรูปเองซึ่งจะได้มากกว่า ที่ขายของคุณไม่ไกลเลยถ้าคิดจะทำ โรงงานเอทานอล (ทรัพย์ทิพย์) อยู่แค่ อ.ชัยบาดาลนี่เอง ผมว่าไม่ต้องขึ้นเขาน้อยไปห้วยบงดีด้วย ราคาไม่ต่ำกว่า 6-7 บาทตามปริมาณที่ผลผลิตออกสู่ตลาด แต่เท่าที่เห็นยังไม่เห็นเขาซื้อต่ำกว่า 6 บาทเลย 

ส่วนต้นพันธุ์ดีๆ ค่อนข้างหายาก ตอนนี้ที่มูลนิธิฯเขาให้ฟรีด้วย ผ.อ พิษณุ เขาบอกผมไว้เมื่อเร็วๆนี้เอง  แต่ต้องทำใจนะครับต้นมันกระทบแล้งเมื่อปีที่แล้ว มันเลยไม่สมบูรณ์ เล็กและเตี้ย ส่วนแมลง(เพลี้ยแป้ง)จะมีหรือไม่ ไม่ได้บอก หรือลองไปติดต่อที่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา (สีคิ้ว) บอกเขาว่าผมแนะนำมาเผื่อจะมีเหลือจากการจองบ้าง ติดต่อ อาจารย์เสาวลี ครับ เตรียมสำเนาบัตรประชาชนไปด้วย

ฝากให้ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องวิชาการที่แท้จริง (ตามหลักวิทยาศาสตร์) มากกว่าเราจะสรุปเอง แล้วอนาคตการทำเกษตรจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-16 15:40:33


ความเห็นที่ 34 (1656678)

เรียน อ.สรรเสริญ และเกษตรกรทุกท่าน

มีสหกรณ์การเกษตรในภาคอิสานหลายสหกรณ์ส่งเสริมปลูกมันพันธุ์เกร็ดมังกรต้นทุนหมื่นกว่าบาทต่อไร่แต่ไม่ได้ผลผลิตตามที่รับประกันสงสารชาวบ้านที่ปลูกมันพันธุ์นี้มากบางรายได้ไม่ถึง3ตันส่วนต้นพันธุ์ราคาสูงเกือบถึง40บาท

ผู้แสดงความคิดเห็น กรรมการสหกรณ์การเกษตร วันที่ตอบ 2013-04-16 18:23:51


ความเห็นที่ 35 (1656712)

ผมตอบเรื่องนี้ไปไม่นานนี้เอง นี่แหละครับคำว่าผลประโยชน์ มันไม่เข้าใครออกใครหรอก "สหรณ์การเกษตร" ดูชื่อแล้วจินตนาการ เหมือนกับเป็นองค์กรที่คอยดูแลปกป้องเกษตรกร แต่ที่ผ่านๆมา มีข่าวที่เป็นลบในเรื่องความโปร่งใส ความเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรมาตลอด (ที่ดีๆก็มีนะครับ ไม่ได้เหมารวมหมด ดีๆก็อย่าไปเดือดร้อน) ต้องทำใจ และต้องไม่ลืมว่าสหกรณ์การเกษตรต่างๆที่จดทะเบียนตั้งขึ้นมา ก็เป็นนิติบุคคล(เหมือนตั้งบริษัท)ที่กู้เงินจากสหกรณ์จังหวัดมาบริหารในกลุ่มเกษตรกรสมาชิกของตัวเอง ผลประโยชน์อยู่ที่ดอกเบี้ยที่จะได้จากการปล่อยกู้ ผลประโยชน์จะได้จากการผูกขาดผลผลิตทางการเกษตรที่ซื้อมาแล้วขายไป (ห้ามขายคนอื่น) การบริหารที่มีกรรมการตั้งขึ้นมา ถามว่ากรรมการที่มีความรู้จริงๆมีกี่คน คุณเองเป็นกรรมการย่อมรู้ ที่เห็นๆมาแทบจะมีเพียงผู้จัดการ หรือบัญชีเท่านั้น ที่จบปริญญา สาขาบัญชีบ้าง การตลาดบ้าง ดังนั้นการสนับสนุนให้ปลูกมันสายพันธุ์วิบัตินี้ย่อมจึงขาดความรู้ ประกอบกับมีจุดมุ่งหมาย นั่นคือ "ผลประโยชน์" เพราะคนสนับสนุนก็ฉลาดน้อยพอๆกับคนที่เข้าโครงการนั่นแหละ เบื้องต้น ส่วนต่างจากราคาต้นพันธุ์ ที่มีถึงเท่าตัวหรือกว่านั้นปกติขายอยู่ที่ 1 บาทเศษๆ (กรมวิชาการ)พอเป็นเกร็ดมังกร 10-15 บาท(จากผู้ขายที่อ้างว่าพัฒนาพันธุ์เอง) ถึงสหกรณ์ดังกล่าวกลายเป็น 30-40 บาท ไม่รู้กี่เท่าตัว (ใครได้)   สอง อนาคตถ้ามันเป็นไปได้ (30-40 ตันต่อไร่) การซื้อกลับจากเกษตรกรจะสร้างปริมาณและผลกำไรให้อย่างสูง และสาม ผลงานของโครงการที่เป็นเหมือนเครดิตให้ทางสหกรณ์จังหวัดประเมิน ถ้าผลงานดีราบรื่นวงเงินกู้เพิ่มคือเป้าหมาย มีเท่านี้เองครับ.. 

ถ้าสงสารก็อย่าไปทำกับเกษตรกรเลย เพราะความล้มเหลวที่กล่าวมาสหกรณ์ไม่ได้รับผิด  รับแต่ชอบ (ดอกเบี้ย) ลองรวมตัวกันเข้า แล้วถามผู้จัดการดูซิ เขาจะตอบว่าอย่างไร หรือเขาจะมาใช้หนี้แทน เมินซะเถอะ... เพราะเขามีหน้าแนะนำถ้าเขาเห็นว่าสามารถทำกำไรได้ เกษตรกรไม่ฉลาดและโลภเองที่แยกแยะไม่ออก การที่เขาปล่อยให้เกษตรกรกู้แม้ทุนการปลูกจะสูงเป็นหมื่นบาทต่อไร่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ผมว่าถ้าจังหวัดหรือส่วนกลางทราบรายละเอียดคงไม่ยอมเสี่ยงแน่่เพราะโอกาสหนี้เสียสูงมาก) แสดงให้เห็นถึงความเขลาที่ไม่น่าจะเกิดกับองค์กรที่ปล่อยเงินกู้เยี่ยงนี้ เพราะมันไม่สามารถเป็นไปได้เลยถ้าเขาฉลาดพอที่จะติดตามว่าไม่มีใครเคยได้เลยแม้แต่คนที่อ้างตัวเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม มันเป็นการค้า แต่สิ่งที่น่าประนามที่สุดคือการเอาเกษตรกรมาเป็นเครื่องมือทำกำไรให้ตัวเอง ลองเอาโครงการอัปยศนี้ไปขอคำแนะนำกับสหกรณ์จังหวัดดูซิครับ เผื่อจะได้อะไรบ้าง และจำชื่อพันธุ์นี้ไว้ให้ชั่วลูกชั่วหลานอีกสายพันธุ์ นอกเหนือจากที่ผ่านมาหมดเนื้อหมดตัวกับ"มันคอนโด 30 ตัน" ไม่รู้ว่าใช้หนี้ ธกส. หนี้สกรณ์กันหมดหรือยัง.. ทายไว้ล่วงหน้าเลยว่า สหกรณ์ที่ทำกับสมาชิกของตัวเองเยี่ยงนี้ อยู่ได้ไม่นานหรอกครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-17 09:12:39


ความเห็นที่ 36 (1656948)

 ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบทำสวน ในความคิดเห็นส่วนตัวผมว่ามันพันธุ์เกล็ดมังกรจำโบ้นี้ มันได้จริงหรือไม่จริง เขาก็ไห้ไปดูอยู่นั่นไง ถ้าอยากได้เหมือนเขาก็ทำแบบเค้าสิครับ มันจะไปยากอะไร ใครทุนน้อยก็ทำน้อย ใครทุนมากก็ทำมาก อย่างผม ผมทุนน้อยเลยได้ทำแค่ 50 ไร่เอง ปีนี้ถอนไปแล้ว 40 ไร่ เหลือเอาไว้ทำพันธุ์ 10 ไร่ ผลผลิตถือว่าเป็นที่หน้าพอใจครับ เฉลี่ยอยู่ที่ 18-20ตันต่อไร่ครับ พันธุ์ที่ปลูกคือ เกล็ดมังกรจำโบ้ครับ      ไม่ขายท่อนพันธุ์ ไม่ขายป่๋ย ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนทำสวนมัน วันที่ตอบ 2013-04-20 10:13:03


ความเห็นที่ 37 (1656983)

 แค่บอกว่าทำ "สวนมัน" ก็มองออกแล้วว่าเป็นเกษตรกรอาชีพหรือไม่ ที่บอกว่าได้ 18-20 ตันต่อไร่ โดยการขุดเองขายเอง แล้วสรุปเองมาบอกชาวบ้าน มันไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้หรอกครับ ใครเขาจะเชื่อเพราะเขาไม่เห็น..ทำที่ไหนครับ เหลือสิบไร่ขุดพิสูจน์ซิครับ แจ้งหน้าเว็ปเลยว่าจะขุดเมื่อไร มีคนคอยดูเยอะเลย และที่น่าเกลียดที่สุดคือดูถูกคนอ่านมากๆ ที่ออกมาบอกว่าไม่ขายท่อนพันธุ์ ไม่ขายปุ๋ย   คนอ่านที่โง่ๆ  ก็จะเชื่อว่าที่ออกมาบอกนั้นเป็นความบริสุทธิ์ใจเพราะไม่มีรายได้จากการขายต้นพันธุ์และปุ๋ย  แต่ขาย "ชื่อ" ไงครับ คนอ่านก็จะเชื่อแล้วหาซื้อมันชื่อนี้มาปลูก อย่างคุณปลูกมันปีแรกผมก็ว่าเก่งแล้ว อาชีพขายสินค้าจะเหมาะมากกว่า เพราะอ่านจากคำว่า "สวนมัน"แล้ว มันไม่มีเกษตรกรอาชีพที่ไหนในประเทศหรือต่างประเทศเขาเรียกขานอย่างคุณ หยุดเถอะครับ คนโง่มีน้อยลงแล้วเพราะพวกคุณนี่แหละสอนให้เขาฉลาด..

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกศิษย์อาจารย์สรรเสริญ วันที่ตอบ 2013-04-20 20:14:12


ความเห็นที่ 38 (1656992)

สวัสดีครับทุกท่าน

               มันของผมตอนนี้ขุดเสร็จเรียบร้อยแล้วครับทั้ง 5 ไร่ แปลงละ 1 ไร่ครับ(1200 ต้น)  ผลได้ดังนี้ครับ

แปลงที่ 1 พันธุ์เกล็ดมังกร       ได้   27.87   ตัน ตามที่แจ้งก่อนหน้า แป้ง 27.5 %

แปลงที่ 2 พันธุ์เกษตรศาสตร์   ได้   22.52  ตัน  แป้ง 25.5 %

แปลงที่ 3 พันธุ์ห้วยบง             ได้   20.20  ตัน  แป้ง 24.0 %

แปลงที่ 4 พันธุ์ไจแอ้น             ได้   23.05  ตัน  แป้ง 25.0 %

แปลงที่ 5 พันธุ์ระยอง               ได้  19.03  ตัน  แป้ง 24.5 %

สรุปแล้วที่ผมทำน่ะครับ พันธุ์มีผลน้อย แต่วิธีการปลูกต่างหากที่สำคัญ

และที่ผมใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรย์ต่อไร่เป็นตันกว่านั้นเพราะว่าแปลงนี้เป็นแปลงที่เขาเคยปลูกมาเป็นสิบๆปีแล้วผมเกรงว่าดินจะสภาพไม่ดี และดินที่ผมทำอยูนี้ 5 ไร่เพราะว่าขอทางครอบครัวมาทำเองเฉย ๆ ตอนแรกเขาก้อตำหนิและว่าบ้าเหมือนกัน ที่จริงที่ทั้งหมดของครอบครัวผมมีอยู่ 115 ไร่ครับ ผมแค่ขอแบ่งมาทำให้ครอบครัวเห็นเฉย ๆ เพราะก่อนหน้านี้ส่งแค่เงินมาแค่แรงค่าปุ๋ยแต่ผลผลิตขายได้น้อยมากเพราะทำได้ไม่เกิน 5 ตันต่อไร่ครับ  แต่ตอนนี้เขาก้อเชื่อผมเพราะผมทำ 5 ไร่ เท่ากับเขาทำ 20 กว่าไร่ แล้วทำไมผมต้องทำตั้ง 20 กว่าไร่ และที่ทำก้อไม่ได้ดูแลอะไรมากมาย แค่วางระบบน้ำ ปุ๋ย เท่านั้นเอง ลงทุนครั้งเดียวแต่ได้ผลไปอีกหลายปี ตอนนี้กำลังคิดว่าจะทำเครื่องหว่านปุ๋ยโดยไม่ใช้แรงงานคนซึ่งจะสามารถหว่านปุ๋ยได้วันละ 20 กว่าไร่ โดยใช้คนคนเดียวหรือไม่เกินสองคน 

    และพันธุ์ต้นมันที่ผมตัดได้ที่เหลือผมไม่ได้ขายหรอกครับ ผมแจกให้กับชาวบ้านที่เขามาขอซื้อ เพราะต้นมันใหญ่ดี ผมเหลือแค่ไม่กี่ต้นที่พอจะทำพันธุ์เอง  ที่ขายพันธุ์ไปแค่ไร่เดียวเอง และก้อได้ย้ำเขาไปแล้วว่าพันธุ์ที่ผมปลูกคือพันธุ์ทั่วไปนั่นแหละ ถ้าอยากทำได้ให้มาดูตัวอย่างที่ผมทำที่ไร่เอาเอง

   และอีกอย่างเกษตรกรจะเป็นเกษตรกรที่ยั่งยืนน่ะครับทุกท่าน อย่าหลงเชื่อคนที่มาโฆษณาขายปุ๋ย พันธุ์ เพราะอาจจะโดนหลอกได้โดยง่าย และเกษตรกรที่พัฒนาวิธีคิดในการปรับปรุงวิธีการปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นน้ำล้นแก้ว จะได้รับความรู้อีกเยอะครับ ผมทำไร่มันตอนนี้ครั้งแรกที่ทำกับมือเอง  แต่ผมอยู่กับไร่มันตั้งแต่เกิดครับ  เห็นเขาทำกันเยอะแล้วแต่ไม่ปรับปรุงวิธีการ และขาดการทดลอง  ตอนผมทำตอนแรกคนที่เห็นเขาก้อว่าผมบ้า  แต่ผมก้อพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า สมมติฐานของผมอาจจะถูก แต่ไม่ใช่ทุกอย่างครับ ยังเหลืออีกหลายอย่างที่ต้องปรับปรุงพัฒนาต่อไปอีก  เพราะผมไม่ใช่นักวิชาการที่นำเอาเฉพาะความรู้เก่า ๆ  และไปอบรมที่โน่น ที่นี่  อย่าลืมน่ะครับว่า ทฤษฏีที่ไปอบรมกันนั้น มันก้อคือทฤษฏีที่ได้ผ่านการทดสอบปฏิบัติมาก่อน  อย่าหลงงมงายอยู่กับความรู้เดิมๆ น่ะครับ จงใช้ความรู้เดิม ๆ ต่อยอดไปอีก จะได้เป็นเกษตรกรที่ก้าวหน้าให้ทันกับ AEC ในอีก 2 ปีครับ 

ปล.ถ้าไปอบรมตามที่ต่าง ๆ แล้วทำได้ไร่ละ 5 ตันน่ะครับ  เปลี่ยนอาชีพเถอะอย่าไปทำเลยไร่มัน เปลือง เงิน เวลา และที่ดินเปล่า ๆ

ขอให้เกษรกรไทยจงโชคดี

ผู้แสดงความคิดเห็น บัณฑิตคืนถิ่น วันที่ตอบ 2013-04-20 21:39:41


ความเห็นที่ 39 (1657015)

 คุณบัณฑิตคืนถิ่น

ผมได้บอกไปแล้วในการปลูกมันสำปะหลังต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ความเป็นจริงคือปลูกแบบเกษตรกรเข้าทำกัน ที่ผมบอกว่าเกษตรกรไม่ได้ปลูกไร่เดียวยกเว้นมีที่ไร่เดียวนั้นมันเป็นความจริง 99.99 % ครับ ผมเองอยู่กับเกษตรกรมาจนปีนี้ก็ปีสุดท้ายแล้ว เกษีนณนะครับไม่ใช่ตาย.. ความเป็นบัณฑิตน่าจะคิดได้ในเรื่องพื้นฐานง่ายๆ เช่นทำน้อยผลผลิตจะสูงเพราะไม่มีค่าเบี่ยงเบนจากจำนวนพื้นที่ คุณลองทำงานเดียว (100 ตรว.)ซิครับ ผลผลิตจะมากกว่านี้ไหม  หรือตรงกันข้ามลองทำแปลงสิบไร่ หรือห้าไร่้ของคุณก็ได้ แต่ไม่ใช่ขุดไร่เดียวแล้วเอาโพนทะนาว่าได้เท่านั้นเท่านี้ มันเด็กไปหน่อยครับ  ขุดให้หมดพื้นที่ปลูกได้ผลผลิตรวมแล้วหารออกมาด้วยจำนวนไร่ ผมบอกให้นะครับ เกษตรกรไทยปลูกมันเฉลี่ยทั้งประเทศสูงกว่าที่คุณทำมากครับ เพราะเขาจะเอาแต่ปริมาณ และทราบไหมครับผลผลิตเฉลี่ยที่กรมวิชาการเอามาบอกว่าประเทศไทยได้แค่ 3.6 ตันต่อไร่นั้น มันหารมาจากพื้นที่ปลูกทั้งประเทศครับ ที่ได้ 10-15 ตันน้ำระบบน้ำ หรือ 7-8 ตันปลูกตามธรรมชาตินั้น มิใช่ทางหน่วยงานทำไม่ได้ ยิ่งทำน้อยยิ่งได้ผลิตสูง แต่มันจะได้ประโยชน์อันใดเล่าครับถ้ามันทำได้เพียงไม่กี่คน หรือนับเป็นเปอร์เซนต์แทบไม่ได้เลย

ผมมีลูกศิษย์ระดับรองศาสตราจารย์สอนในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายคน ไปขอเข้ารับการอบรม เขาลองผิดลองถูกแบบนี้แหละครับ พอปลูกพื้นที่ใหญ่ๆแล้วมันไม่ได้ตามที่คาดหวัง สุดท้ายความเป็นผู้มีวุฒิภาวะสูงทำให้เขาแยกแยะได้ว่า การที่เขาไม่ประสบความสำเร็จเพราะเขาไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ เขาจึงหันกลับมาศึกษาวิชาการอย่างถูกต้องตามวิถีทางที่ควรจะเป็น ผิดกับคนจบใหม่ๆไฟแรง หรือจบมานานแล้วแต่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากๆ ที่คุณเรียกว่าน้ำเต็มแก้วนั่นแหละครับ โดยใช้ความเป็นบัณฑิตมีความรู้มากกว่าชาวบ้านเป็นดัชนีชี้ว่าต้องทำได้ดีกว่าคนอื่น ผิดครับ วิชาการแม้จะนานเพียงใดก็ไม่ล้าหลังดังความหมายที่คุณพูดถึงนักวิชาการที่เอาแต่ความรู้เก่าๆมาสอนหรอกครับ หน่วยงานเขามีการพัฒนาไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พวกคุณเท่านั้นที่ยังไม่รู้เพราะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาปิดกั้นไว้ การที่เขาพัฒนาวิจัยอะไรก็ตาม เขาทำกันเป็น 10 ปีครับ จนนิ่งแล้วงานวิจัยหรือพัฒนาจึงจะถูกนำเสนอให้ประชาชนได้รับการถ่ายทอด มิใช่ทำปีเดียวก็ออกมาโปรโมทตัวเองว่าเก่ง พร้อมที่จะถ่ายทอด ผมเห็นมามากแล้วครับ สุดท้ายไปไม่รอดให้เห็นแม้แต่รายเดียว

 "ขายแค่ต้นละ 3 บาทเอง เป็นค่าที่ผมดูแลสวนเป็นอย่างดีเท่านั้นเอง"  ผมขออนุญาตวิจารณ์หน่อยนะครับ ที่โพสท์เข้ามาในข้อความข้างต้นจะให้คนอ่านตีความว่าอย่างไรครับ จะขายหรือจะแจกดังที่บอก หลังจากผมติงไปในกระทู้ตอบ..ต้นพันธุ์ให้ดูแลดีอย่างไรต้นทุนก็อยู่ที่ 30-50 สตางค์ต่อท่อนเท่านั้น ผมไม่ทราบคุณซื้อมาเท่าไร แต่ถ้าคุณขาย 3 บาท ตัดได้ 5-6 ท่อนปูลก ก็จะอยู่ที่ 50-60 สตางค์ แต่ถ้าซื้อจากหน่วยงานที่เขาพัฒนามันแค่บาทกว่าๆเท่านั้น เอาเป็นว่า 50 สตางค์ หนึ่งท่อนปักลงไปในดิน ถ้ามันสมบูรณ์อย่างที่คุณได้ การแตกตาจะสูงได้ต้นเยอะกว่าสมบูรณ์กว่า ถ้าได้ 2-3 ต้น มูลค่าจากการขายต้นก็จะได้ 6-9 บาท กำไรกี่เท่าตัวครับ จากต้นทุนเพียง 50 สตางค์..  1200 ต้นปลูกคููณ 2.5 ก็พอ ได้ 3000 ต้น  คูณต้นละ 3 บาท เท่ากับขายต้นอย่างเดียว 9000 บาท ต่อไร่ ในขณะที่ต้นทุนต่อไร่ปลูกแค่ 600 บาทในปีแรกเท่านั้น นี่ไงครับ จึงมีแต่คนสมองใสต้องการเข้ามาปลูกเพื่อขายวิธีการในเบื้องต้นแล้วตามมาด้วยการขาย  พ่วงปุ๋ย สาร ฯลฯ หรือขายต้นมากกว่าปลูกเพื่อคุณภาพหัวของมัน

ขอบคุณมากที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ ทุกสิ่งอย่างมันแสดงให้เห็นได้ในตัวมันเอง เดี๋ยวนี้เกษตรกรไม่โง่ครับ ท้ายที่สุดผมก็ยังขอยืนอยู่ข้างเกษตรกรที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่หวังผลประโยชน์มากกว่าการให้ด้วยความบริสุทธิใจ แม้จะต้องถกเถียงกับใครๆที่เข้ามาด้วยจุดหมายแห่งการเอารัดเอาเปรียบ แต่ถ้าบริสุทธิ์ใจผมก็ขออนุโมทนาในความตั้งใจของทุกคน ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-21 09:10:42


ความเห็นที่ 40 (1657038)

 สวัสดีครับเพื่อนเกษตรกรทุกท่าน 

ต้องขอบคุณความรู็ที่ อ.สรรเสริญ และเพื่อนนำมาโพสเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ มากครับ

อย่างที่บอกนะครับ  ผมเองก็เป็น 1 ในคนอีกหลายๆคนที่สงสัยว่า เกล็ดมังกร มันจะแน่สักแค่ไหน  มันจะได้เป็นสิบตันเลยหรอ  ผมก็ทดลงปลูก  ผลออกมาได้ 12-16 ตันต่อไร่ ครับ   จุดประสงค์ของทุกคนก็คือยากให้เกษตรกรไทยพัฒนาในทางที่ดีขึ้นครับ

จากที่ผมได้ทดลองทำมาก็คือ

1 ลดต้นทุนต่อไร่

2 เพิ่มผลผลิตต่อไร่

3 เผยแพร่ แนะนำ วิธีการปลูก ที่ทำให้ได้ผลดี และต้นทุนต่ำ

นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปหรือ เกษตรกรจะทำได้   

แต่ผมไม่อยากให้มาเถียงกันว่า เกล็กมังกร มันได้สิบกว่าตัน หรือ ยี่สิบกว่าตัน จริงหรือไม่จริง  

หน้าที่นี้อาจจะต้องยกให้นักวิจัยพันธ์ มันสำปะหลังว่า  ทำอย่างใชไรให้ได้ถึง 20 ตัน  ถ้าเราตั้งเป้าหมายไว้และหาวิธีทำให้มันได้ นี่จะเป็นทางรอดของเกษตรกร ไม่ใช่ว่าเถียงกันอยู่ในข้อมูลเดิมๆ  ทั้งๆที่โลกปัจจุบันเค้าไปถึงไหนกันแล้ว  

http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=192.0

ลิ้งนี้เป็นตัวอย่างครับ  เป็นการทดลองที่วิธีการปลูก  

ตราบใดที่เรายังไม่คิดพัฒนาหาสิ่งใหม่ๆที่ดีขึ้น หรือหาทางแก้ปัญหาแบบยั่งยืน เราก็จะกลับมาสู่ปัญหาเดิมครับ

 

ปัญหาอีกข้อ ที่หน่วยงานของรัฐ ต้องทำมากกว่าพวกเกษตรกรอย่างพวกผมคือ เผยแพร่สิ่งที่คุณคิดว่าถูกให้เกษตรกรรู็

ทำไมเกษตรกรถึงโดนหลอก  = เกษตรกรไม่เข้สถึงแหลางความรู็  คำตอบนี้ใครๆก็น่าจะรู็

คำถามของผมคือ   แล้วทำไมพวกหลอกลวง มันเข้าถึงเกษตรกรละ  แถมเข้าไปหลายที่ด้วย แล้วคนที่รับผิดชอบเรื่องพวกนี้เค้าไปทำไรอยู๋

ปัญหานี้คนต้องช่วยกันแก้นะครับ    

(แต่ตอนนี้เหมือน การออกมาเผยแพร่สิ่งที่ต้นรู็และทดลอง จะกลายเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันแล้วนะครับ  ประเด็นไม่ใช่ว่าใครถูกใครผิด  ประเด็นอยู๋ที่  เราจะมองดูเกษตร ที่ไม่มีความรู้ โดยไม่ทำไรเลยงั้นหรือ  ถ้าเป็นผม ผมก็จะเอาสิ่งที่ผมทดลองมานี่แหละไปบอกถ้ามันจะช่วยให้เคึ้าลืมตาอ้าปากได้ และการที่ผมมาบอกในเว็บนี้ว่าผมได้ 16 ตันต่อไร ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ผมออกมายืนยันว่า มันทำได้จริง  แต่เรื่องวิธรการทำถ้าใครอยากรู็ถามผมได้ ผมจะบยอกให้ฟรีๆ )

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-21 15:50:30


ความเห็นที่ 41 (1657056)

 เพิ่มเติมครับ

http://www.budmgt.com/agri/agri01/cassava-30t.html

นี่ก็เป็นอีกลุ่มหนึ่งที่ยืนยันว่าทำได้จริง  แต่ ต้นทุนเค้าอาจจะแพงไปสักหน่อย  แต่ถ้าเค้าทำได้จริง  เราก็แค่หาทางลดต้นทุนให้ได้

ผลผลิตจาก 26 ตัน เหลือ 15 ตัน ผมว่าชาวบ้านก็ดีใจแล้วครับ

และผมก็เชื่อว่า การใส่ปุ๋ยคอกเข้าไปทุกปี พอประมาณปีที่ 3 4 5 ไป ดินจะดีขึ้นมาก ไม่ต้องใส่เท่ากันทุกปี  แต่จะใส่น้อยลงไป เช่น ปูน อาจจะไม่ต้องใส่เลยก็ได้

 

ผมเอามาแชร์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-21 21:09:22


ความเห็นที่ 42 (1657095)

 ในความคิดส่วนตัวผมแล้วผมว่า เอามันพันธ์อะไรมาปลูกก็ตาม สิ่งสำคัญคือการดูแลเอาใจใส่ ถูกต้องไหมครับ ผมเห็นด้วยกับคุณ ศุภวัตรมากครับ ข้อมูลของคุณเป็นประโยชน์กับผมมากครับ ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ไร่ แม่ไพรวรรณ ภูพาน วันที่ตอบ 2013-04-22 07:43:11


ความเห็นที่ 43 (1657188)

 

ont : Tahoma    

20  มิถุนายน  2551

ปลูกมันสำปะหลังได้ไร่ละ  30  ตัน

Cassava 30 ton

                  ผมได้ข่าวเรื่องเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังได้ไร่ละ  30  ตัน  มานานเกือบปีแล้ว  แ่ผมไม่เชื่อเพราะไม่มีเอกสารวิชาการฉบับไหนมารองรับได้เลย   เพราะมันสำปะหลังที่ปลูกกันอยู่ทุกวันนี้ ได้ผลผลิตไร่ละ 3 - 5 ตัน   เกษตรกรที่พอใจแล้ว และจากการประกวดผลผลิตของสมาคมมัีนสำปะหลังแห่งประเทศไทย  เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตทุุกอย่าง  อัดปุ๋ยใส่อินทรียวัตถุเต็มที่ ใส่ระบบน้ำหยด  หรือสปริงเกอร์เข้าช่วยก็ได้ผลผลิตไม่เกิน 10 ตัน/ไร่ ท่ามกลางความไม่เชื่อผมใช้หลักพุทธศาสนากาลามสุตร   (อย่าเชื่อ เพราะบอกเล่าต่อกันมา อย่าเชื่อ เพราะเขาน่าเชื่อถือ) ผมจึง
เดินทางไปดูแปลงเกษตรกรที่ปลูกโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า  เพราะกลัวการจัดฉากผักชีโรยหน้า  ไปถึงแล้วต้องบอกว่านี่คือของจริง    ผมเตรียมกล้องถ่ายรูปไปด้วยจึงได้เก็บภาพต่างๆ มาฝากท่านที่ไม่เชื่อเหมือนผม ได้ดูเบื้องต้น  แต่ถ้ายังไม่เชื่อก็ต้องแอบไปดูเอาเองอย่าปล่อยให้ความไม่เชื่อแล้วไปพิพากษาเกษตรกรว่าใช้ไสยศาสตร์ไม่จริง เป็นไปไม่ได้แล้วไปต่อต้านเขา  เพราะถ้าเขาปลูกได้ไร่ละ 30 ตัน จริง  จะได้นำเอามาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรทั่วไปได้ทำกัน จะได้หายจน หายโง่เสียที    และจะเป็นการปฏิวัติเรื่องมันสำปะหลังเลยนะครับ

         ผมเดินทางไปที่ตำบลโป่งนก  อำเภอเทพสถิตย์  จังหวัดชัยภูมิ  ผมไปกับคณะ กรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร    ประจำตำบลลำนารายณ์และมีบุคคลที่ผมคาดไม่ถึงว่า   จะเดินทางไปด้วยก็คือ  ท่านสนิท  วรปัญญา    อดีตประธานวุฒิสภา,อธิบดีกรมการค้าภายใน  ปัจจุบัีนท่านเป็น ประธานตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ร่วมคณะเดินทางไปด้วย   พอไปถึง  กำนันแสง  ก่องนอก   ซึ่งเป็นเกษตรกรเจ้าของแปลงได้อธิบายวิธีปลูกมันสำปะหลังให้ได้ 30 ตัน     พร้อมทั้งนำไปดูแปลงที่กำลังจะถอน  ก่อนจะถอนต้องมีการรดน้ำก่อนเพื่อให้่สามารถถอนได้ง่ายขึ้น เพราะหัว มันใหญ่มาก  ถ้าใช้รถรถไถชักร่องขุดหัวมันจะขาด  ต้องขุดตามอีกเสียเวลามาก   ดินที่ปลูกเป็นดินทรายคุณภาพดินแย่มากสู้ดินภาคกลางไม่ได้  แต่เขาสามารถทำได้ เมื่อขุดแล้วผลผลิต ที่ได้ 26 ตัน  เปอร์เซ็นต์แป้ง 35%  ซึ่งสามารถสรุปวิธีทำได้  ดังนี้
         1. เตรียมดินดี  ไถดะด้วยผาน 3 ให้ลึกที่สุดแล้ว  ไถแปรด้วยผาน 7 พูนร่อง ระยะห่าง 1 เมตร
         2. ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในร่องไร่ละ 1-2 ตัน  แล้วกลบครึ่งร่อง  ปักท่อนพันธุ์ลงบนดินในร่องที่กลบ
         3. ท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกตัดยาว 50 เซนติเมตร ปักลงดิน 10 เซนติเมตร โดยส่วนโคน ส่วนกลางและส่วนปลายลำต้น   ต้องแยกส่วนกันปลูก เพราะจะโตไม่เท่ากัน   ถ้าเอาปลูกปนกันใบจะ คลุมกันเอง  ปลูกสลับฟันปลาระยะห่าง 1x1 เมตร  ใน พื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 1,600 ต้น  พันธุ์ที่ปลูกด้วยวิธีนี้ ใช้พันธุ์อะไรก็ได้
         4. ถ้ามีวัชพืชขึ้น  ก็ดูแลกำจัดเพราะจะแย่งอาหาร  แต่วิธีที่เขาปลูกนี้ไม่ค่อยจะมีวัชพืช  เนื่องจาก  ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะโตไวกว่าวัชพืช

 

 

 

 

ประเด็นวิชาการ
         1. การเตรียมดินที่ดี  จะช่วยให้มันลงหัวได้ดีและแผ่ขยายออกได้อย่างกว้างขวาง
         2. 
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์  จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย  มันลงหัวได้ดี (สูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่นี่  เขาทำกันใช้เองโดยเฉพาะ)
         3. ท่อนพันธุ์ที่ยาวกว่าปรกติ  ทำให้อาหารที่สะสมอยู่ในท่อนพันธุ์มีมากกว่าช่วยในการเจริญเติบโตในระยะตั้งต้นได้ดีกว่าท่อนพันธุ์ที่เกษตรกรทั่วไป ใช้อยู่ (20 เซนติเมตร)
         4เมื่อท่อนแตกใบแล้ว  จะคลุมวัชพืชต่างๆ ได้ดีกว่าเพราะใบจะอยู่สูงกว่าวัชพืช
         5. 
การปักท่อนพันธุ์ลงในร่อง ข้างๆร่อง จะทำให้ท่อนพันธุ์กินน้ำและอาหารได้โดยตรงจึงโตเร็วกว่าวัชพืช  แต่ถ้าในดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี(ดินร่วนปนเหนียว) จะทำให้หัวมันเน่า
         6. 
เกษตรกรจะไม่ใช้สารเคมีจำพวกยาคลุมหญ้า  หรือยาฆ่าหญ้า  เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้มันสำปะหลังชะงักการเจริญเติบโต 2-3 เดือนต่อการฉีดพ่นยา 1 ครั้ง
         7. การแยกท่อนพันธุ์ปลูก เป็นส่วนโคน ส่วนกลาง และส่วนปลายลำต้น  ช่วยให้ท่อนพันธุ์แต่ละชนิดเจริญเติบโตพร้อมกัน  ไม่บดบังแสง และแย่งอาหารกันเอง
         8. ระยะปลูก 1 เมตร  จะได้จำนวนต้น 1600 ต้น/ไร่  ทำให้ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตพอดีไม่แย่งอาหารกันเอง  เกษตรกรทั่วไปจะปลูกไร่ละ 4000 - 7000 ต้น/ไร่ เพราะคิดว่าการปลูกมากต้น  หัวก็จะมากตามไปด้วย  เป็นการสิ้นเปลืองแรงงานในการสับท่อนพันธุ์การปักท่อนพันธุ์และการใส่ปุ๋ย  เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

                        

                 สูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้สำหรับมันสำปะหลัง  30  ตัน
                          (การใช้อินทรีย์วัตถุร่วมกับสินแร่)

 

1

ขี้เค้กหรือกากอ้อย

 

ตัน

ราคา

500

บาท

2

ขี้ไก่แกลบ

 

ตัน

ราคา

500

บาท

3

ขี้ไก่ไข่

 

ตัน

ราคา

1,000

บาท

4

ขี้วัว

 

ตัน

ราคา

500

บาท

5

โดโลไมท์

 

ตัน

ราคา

1,000

บาท

6

เพอร์ไลท์

 

ตัน

ราคา

2,000

บาท

7

รำละเอียด

 

300 กก.

ราคา

2,400

บาท

8

จุลินทรีัย์ 12 ตระกูล

 

60 ลิตร

ราคา

3,000

บาท

9

กากน้ำตาล

 

360 ลิตร

ราคา

3,600

บาท

10

ค่าแรงงานผสมการบริหารจัดการหาวัตถุดิบ

 

 

 

3,000

บาท

 

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น

17,500

บาท

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อนำมาผสมกันแล้วจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 6,300 กิโลกรัม  เฉลี่ยกิโลกรัมละ2.8 บาท วัตถุดิบบางตัวสามารถใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นทดแทนกันได้ ขอเพียงให้รู้จักทำใช้เองก็คุ้มแล้ว

สรุปต้นทุนการปลูกมันสำปะหลังไร่ละ  30  ตัน  ดังนี้

1

ค่าเตรียมดิน (ไถดะ 300 บาท ไถแปร 200 บาท ยกร่อง 150 บาท)

650

บาท

2

ค่าจ้างปลูก

600

บาท

3

ค่าจ้างใส่ปุ๋ย

300

บาท

4

ค่าจ้างขุด,ถอน

2,000

บาท

5

ค่าปุ๋ยอินทรีย์

2,800

บาท

6

ค่าท่อนพันธุ์ (ต้นละ บาท ตัดได้ ท่อน ใช้ 1,600 ท่อน)

800

บาท

 

รวมค่าใช้จ่าย

7,150

บาท/ไร่

 

แปลงนี้ได้ผลผลิต 26,000 กิโลกรัมๆละ บาท เป็นเงิน  52,000  บาท/ไร่

 

 

 

ได้กำไร

44,850

บาท/ไร่

 

การปลูกมันสำปะหลังด้วยวิธีนี้ไม่สามารถทำได้จำนวนมาก เพราะต้องดูแลค่อนข้างดี

 

 

บริหารเชิงผลิภูมิปัญญา
 Management by Budding Wisdom

กลับขึ้นบน

 

เรียนคุณศุภวัตรและผุ้แสดงความคิดเห็นที่เป็นเจ้าบทความ รวมถึงผุ้ที่แสดงความเห็นทุกท่าน

 

ด้วยความเควรพเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านที่แสดงความคิดเห็น  และขอบคุณที่ท่านพยายามจะทำให้เรา"หายโง่" ผมมีคำถามคำเดียวถ้าคุณสามารถตอบได้โดยไม่โกหกตัวเอง เพราะคนอ่านจะไม่รู้ความจริงนอกจากคุณ ที่อ้างว่าไปดูมาด้วยตา นั่นคือ .. คุณไปดูเขาขุดจนเสร็จสิ้นแล้วส่งขายหรือไม่... ถ่ายภาพไว้ทั้งหมดหรือไม่ หรือเพียงแค่ไปถึงก็ถ่าย สรุป แล้วกลับ  การไปดูงานวิจัยเช่นนี้คงไม่มีใครไปดูโดยไม่มีกล้องไปด้วยนะครับแและก็ไม่ควรแค่เห็นเขาขุดโดยไม่รอให้เสร็จสิ้น โดยเฉพาะคนที่มีวุฒิภาวะเขาพึงกระทำกัน จนนำมาซึ่งบทความที่ลิงค์เข้ามาให้ใครๆหายโง่..คนพูดเท่านั้นที่สามารถตอบได้ว่ารอการขุดจนเสร็จสิ้น แยกเหง้า ส่งขาย ผลผลิตสุดท้ายอยู่ที่โรงแป้ง หรือลานมัน (มีหลักฐานใบชั่งและใบตรวจวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง) 

ผมขอเรียนทุกท่านที่ตื่นเต้นกับผลผลิตจากการปลูกและการดูแลที่อ้างวิธีการมาต่างนาๆ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านมองมาที่ดินเป็นอันดับแรก ซึ่งมันอาจจะสวนทางกับนักวิชาการบางกลุ่มเสียด้วยซ้ำ แต่คุณต้องไม่เหมารวมว่าเขาหรือใครๆโง่ หรือคุณฉลาด นักวิชาการที่ไม่มีควารรู้ในด้านนี้เข้ามาตามกระแสเยอะมาก เป็นนักวิชาการคนละสาขา บางท่านจบจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรแต่เรียนประมง เรียนสัตวบาล เรียนบริหารธระกิจ แม้กระทั่งกฏหมาย  ฯลฯ ความเข้าใจที่หลากหลายจึงพรั่งพรูออกมาสู่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตกรที่ปลูกมันเป็นอาชีพจะมีความเห็นแย้ง จึงมีคำพูดเสมอมาว่าทฤษฎีไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นทางปฏิบัติ ซึ่งเราก็เข้าใจความรู้สึกของท่าน แต่ต้องมองด้วยว่า "ตัวเราเองก็ไม่มีความรู้เหมือนท่านเหล่านั้นหรือเปล่า"

นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับพืชแต่ละชนิดมีไม่มาก ที่สำคัญเขามีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง  เช่นพัฒนาพันธุ์ หน้าที่ของเขาคือการพัฒนาพันธุ์บนพื้นฐานที่เป็นไปได้ นั่นหมายถึงเกษตรกรต้องสามารถทำได้ด้วยมิใช่นักพัฒนาทำได้อย่างเดียว แต่ไม่รวมไปถึงนักปฐพี โรคพืช หรือกีฏ แต่พวกเขาทำงานวิจัยกันเป็นทีม มิใช่ทำคนเดียวรู้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ (ขอโทษที่ใช้คำนี้) เอาง่ายๆ ทำไมยังไม่มีใครทำตามคุณล๊ะ.. ทั้งที่คุณก็บอกว่าวิธีการของคุณดีที่สุดในความคิดของคุณ คำตอบเบื้องต้นเลยคุณยังอยู่ในวงการน้อยกว่าเขาที่ปลูกมาเป็นระยะเวลานับชั่วคน (เรียกได้ว่ายังอนุบาล)และ วิธีการอะไรก็ตามที่ดูแล้วมันซับซ้อนยุ่งยาก คุณอย่าหวังว่าเกษตรกรจะปลื้มตามคุณ โดยเฉพาะต้นทุนที่สูงรากเลือดดังที่ทำกันอยู่ ทราบไหมครับเกือบร้อยทั้งร้อยเกษตรกร กู้เงิน ธกส.มาปลูกพืช เช่น ซื้อปุ๋ย ใส่เต็มจำนวนกู้ไม่ถึงครึ่ง ที่เหลือเป็นค่ามอเตอร์ไซค์ มือถือ ทีวี จิปาถะ แล้วคุณจะพัฒนาให้ได้ตามใจคุณมันยาก..ต้องใช้เวลา  โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เรียนจบมาสาขาตรงจริงๆ เพราะถ้าคุณพูดผิดความเป็นจริงเมื่อไร ความรู้สึกต้านจากคนฟังจะเกิด และบอกต่อ.. สุดท้ายคนที่หวังดีทั้งหลายก็จะหมดกำลังใจ ยกเว้นคนที่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ยังต้องอยู่ต่อเพราะเป็นอาชีพ

การกระหน่ำใส่ปุ๋ย โดยเข้าใจว่าพืชได้มากมันย่อมให้ผลผลิตสูงตามปริมาณปุ๋ย เป็นความคิดที่ผิดครับ ผิดมากด้วย เพราะมันไปเพิ่มต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ และความเข้าใจว่าใส่ปุ๋ยคอกเยอะๆโดยคิดว่ามันแทนปุ๋ยเคมีได้ ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน มันแทนกันไม่ได้  เหตุผลประการแรกคือ พืชใช้ปุ๋ยในรูปเคมี (ไออน)มิใช่อินทรีย์ การปุ๋ยอินทรีย์ใส่ลงไปในดินเยอะมันได้เพียงกายภาพดินที่ดีขึ้น เก็บความชื้นให้พืชได้นานขึ้น ส่วนผลผลิตอย่าไปหวังมากนักเพราะธาตุอาหารที่ได้มันต่ำ เอาไปวิเคราะห์ดูก็รู้ว่ามันพอให้พืชไหม..(ทำไมต้องมาเถียงกันอย่างไร้เหตุผล) ส่วนที่บอกว่ามันแทนกันไม่ได้ก็เปรียบง่ายๆแบบชาวบ้านๆคือ คุณกินน้ำแทนข้าว หรือกินข้าวแทนน้ำไม่ได้นั่นแหละ ส่วนพอหรือไม่เปรียบง่ายๆคือถ้าลูกคุณหรือคุณปกติกินอาหารมื้อละจาน แต่มีให้กินแค่มื้อละถ้วย มันจะอิ่มไหม แล้วมันจะโตไหม..แล้วมันจะได้อะไรกับวิธีการที่อ้างว่าเป็นต้นแบบแนวคิดเล่าครับ คนที่นอกกรอบเช่นนี้ที่สองประเภทคือ  1 คิดเพื่อ วิธีการตามมาด้วยสินค้า และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  หรือ  2 ความรู้ยังสู้เกษตรกรอาชีพจริงๆไม่ได้แต่ยากเป็นเจ้าของแนวคิดต่างที่คิดว่าดีแล้ว ผมไม่ได้ดูถูกใครนะครับ เพราะต่างก็อ้างว่าเป็นผู้มีความรู้ทั้งสิ้น  

ขอบคุณสำหรับลิงค์ที่แนบไป  ผมสัมผัสคนกลุ่มนี้มามากกว่าคุณครับ เปิดงานวันแรกที่บ้านสะพานยาว อ.เทพสถิตย์ ผมก็ได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องดินปลูกมันสำปะหลัง ส่วนเรื่องสายพันธุ์ ศูนย์วิจัยพืชไร่จากกรมวิชาการเกษตรโดยอาจารย์อัจฉรา ลิ่มศิลา(ผู้พัฒนาพันธุ์ที่คุณๆทั้งหลายเอามาเปลี่ยนชื่อขายต้น้นี่แหละ)และทีมงาน ก็อนุเคราะหฺ์ไปบรรยายให้โดยผมเป็นคนชวนไปด้วย เจ้าของแนวคิดนี้ที่ชื่อ สมคิด กิจวิถี  เป็นรุ่นพี่ผมในระดับมัธยมเรีนยจบก็แยกกันไปทำมาหากินผมก้ไปเรียนต่อ ก่อนหน้าจะมีแนวคิดนี้ปลูกสบู่ดำ จนเกิดแนวคิดนอกกรอบจากการที่แม่เงิน(แม่ยาย)คุณสมคิดไปเก็บต้นพันธุ์ที่เขาทิ้งมาปักเป็นกอๆแล้วรดน้ำ (ที่แกติดกับลำห้วย ) เมื่อขุดดูเห็นหัวใหญ่และออกเป็นชั้นๆซึ่งสำหรับนักวิชาการแล้วมันธรรมดาๆ เกษตรกรทั่วไปก็ทำได้โดยไม่ตั้งใจ (แต่ไม่เคยสังเกตุ) แต่สำหรับพี่แกคิดนอกกรอบไปว่าถ้ามันออกให้เป็นชั้นๆ ทุกตาที่อยู่ในดิน ผลผลิตมันจะเพิ่มขึ้นเท่าจำนวนชั้นที่ออก จากแนวคิดนี่แหละจึงเป็นที่มาของคำว่า "มันคอนโด" ในปี 2549-2550 มีการจัดงานเปิดตัวกันยิ่งใหญ่อลังการ เสียดายที่คุณยังเกิดความคิดไม่ทันโครงการนี้ ผมได้นำแนวคิดนี้มาพูดในมูลนิธิ และกรมวิชาการ โดยเฉพาะมูลนิธิประชุมกันแล้วต้องการให้พิสูจน์วิธีการเพราะถ้าปล่อยไว้เกษตรกรจะถูกหลอกง่ายเพราะหวังผลผลิต(โลภ) จึงได้เชิญท่านผู้ต้นคิดมาทำแปลงทดลอง 2 แปลงๆ ละ 15 ไร่ (2 ชุดดิน) ถ้าสามารถทำได้ คือ ประกาศเกียรติคุณ เงินวิจัย ค่าเบี้ยประชุม ฯลฯ นี่แหละคือจุดสุดท้ายในปี 2551 เพราะเป็นปีเก็บเกี่ยวผลผลิตแปลงทดลองในการวิจัยพัฒนาวิธีการ 4 รูปแบบ นั้นคือ การปลูกแบบขวั่นตาเป็นชั้นๆ "มันคอนโด" คาดหมายผลผลิต 30 ตัน /ไร่,  การปลูกแบบไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่รองพื้นและฉีดพ่นด้วยน้ำหมักขี้หมูคาดหมายผลผลิต 10 ตันต่อไร่, การปลูกโดยใช้ขี้ววัวรองพื้น ใส่ปู๋ยเคมี 50 กก./ไร่ และใช้หินฝุ่น คาดหมายผลผลิต 8 ตัน/ไร่, และ การปลูกโดยการชักร่องกลบปุ๋ยรองพื้น และใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน คาดหมายผลผลิต 7 ตัน/ไร่ ผลการพัฒนาเป็นประการใดสามารถสอบถามไปที่มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง ที่ ห้วยบงได้ ผมจะไม่เอามากล่าวในที่นี้ แต่กล่าวได้ว่าเป็นที่สิ้นสุดเรื่องมันคอนโด ที่ไม่นำมาบอกเพราะงานวิจัยมิได้เอาผลแพ้ชนะซึ่งกันและกัน เพียงเพื่อการหาวิธีการที่ดีมาประยุกต์ใช้กับเกษตรกรได้ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตเท่านั้น และเพียงแต่จะขอบอกท่านว่า ต้นทุนการปลูกมันโดยวิธีการที่แสดงมาข้างต้น(คอนโด)ต่อไร่  9,600 บาทเศษเรื่องผลผลิตอยากให้ติดต่อขอทราบกับมูลนิธิฯเอง

ส่วนเรื่องของกำนันแสง กล่องนอก ผมก็รู้จักดีอาจจะดีกว่าคุณที่เขียนบทความด้วยที่เพียงเพื่อไปพิสูจน์การขุด กำนันแสงเป็นพี่ภรรยาของคุณสมคิด ตอนหลังมีคนเรียกหาภรรยาคุณสมคิดว่าอาจารย์"ปิยะดา" ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการท้องถิ่น ผมยังได้ฟืนจากการโค่นต้นมะม่วงออกนับสิบไร่ที่กำนันแสงให้ผม น่าเสียดายมากเพราะอายุมะม่วงนับสิบปี แต่ด้วยความอยากเจริญรอยตามน้องจึงโค่นทิ้งเพื่อต้องการปลูกมัน ขายต้นพันธุ์ที่อุตสาหตั้งชื่อเองว่า SPY ย่อมาจากสะพานยาว (ชื่อหมู่บ้านที่คุณไป) ส่วนเรื่ิองอาจารย์สนิท วรปัญญา ผมรู้จักดีแทบทุกคน ตั้งแต่ ส.ส นิยม ภรรยาท่าน น้องชายท่าน ผมเรียกอาเนียม เจ้าของโรงโม่ ทำไมเขาไปที่นั่น เพราะช่วงนั้น อาจารย์สนิทมีปัญหาทางการเมืองแล้วท่านไปเลี้ยงนกกระจอกเทศที่ชัยบาดาล ที่สำคัญคุณสมคิดใช้แร่เพอร์ไรท์จากเหมืองครอบครัวของท่านไปผสมเป็นปุ๋ยจุลินทรีย์ 12 ตระกูล แล้วทำการตลาดให้ สุดท้ายรายงานว่าสามารถทำได้ผลผลิตสูงถึง 30 ตันต่อไร่ จึงไปดู แล้วเอาวิธีการมาทำแปลงทดลองเองที่ลำนารายณ์  เท่าที่ลูกศิษย์รายงานมาไม่ประสบความเร็จ แต่ก็ปล่อยเงียบไปเพราะต้องการขายเพอไรท์ นี่คือที่มาที่ไปที่ผมสัมผัสมาโดยตลอด เพราะผมค่อนข้างสนิทกับคนที่เป็นเจ้าของต้นคิดนอกกรอบนี้ ยังเคยเตือนท่าน แต่ท่านบอกว่าแรงกระตุ้นเรื่องผลผลิตเท่านั้นจะทำให้เกษตรกรหันมาปรับปรุงดิน สุดท้ายถ้าเกษตรกรได้ 10 ตันต่อไร่ผลย่อมตกกับตัวเกษตรกรเอง.. ผมไม่เคยโทษคุณสมคิดที่ผมเรียก "พี่" ผมกลับขอบคุณที่ทำให้เกษตรกรรู้จักคำว่า "จุลินทรีย์" รู้จักความหมายของคำว่าดิน ที่อยู่ใกล้เกษตรกรมากที่สุด แต่รู้คุณค่าน้อยที่สุด ผมไม่โทษเพราะผมรู้ว่าท่านเข้าใจอย่างบริสุทธิใจว่า ถ้าให้อาหารพืชเยอะๆมันก็กินเยอะ แน่นอนผลผลิตมันย่อมตามมา.. แต่ในทางวิชาการไม่ได้เป็นเช่นท่านเข้าใจ...สำหรับท่านอื่นๆ การออกมาโฆษณาตัวเองว่าทำได้เท่านั้นเท่านี้ วิธีการนั้นวิธีการนี้ แต่เพิ่งเริ่มเข้ามาในวงการ มันไม่ใช่สิ่งพิสูจน์ว่ามันได้จริงตามนั้น ยิ่งอ้างลอยๆ แล้วแนะนำสินค้า แนะนำพันธุ์ที่อ้างว่าพัฒนาเอง (รูปถ่ายไม่มี เพียงสรุปแล้วบอกว่า "เชื่อผมเหอะ") หรือบางทีส่งภาพไปให้ดูเป็นไฟล์นำเสนอตั้งแต่ตรียมดิน ยันเก็บเกี่ยว (มีหัวเดียว ชั่งบนตาชั่งแล้วสรุปว่าปลูก 1200 บ้าง 1600 บ้างแล้วเอามาคูณทั้งเหง้าคนกินหญ้าเท่านั้นที่เชื่อ)นักวิชาการที่เชี่ยวชาญเขามองแค่สีดิน มองเหง้าที่ตัดออกมาเขาก็สามารถรู้แล้วว่ามันตัดต่อ (ผมเคยได้รับไฟล์ดังกล่าวจากคนกลุ่มนี้) ผมเห็นด้วยในสิ่งที่ พวกคุณต้องการพัฒนาเพื่อลดต้นทุน แต่การลดต้นทุนบนพื้นฐานที่ถูกต้องมันมีในตัวมันอยู่แล้ว เพียงปลูกตามเวลาที่เหมาะสม ใส่ปุ๋ยตามที่มันต้องการ วิธีการปริมาณและเวลาให้ต้องเหมาะสม ไม่มีวัชพืชแย่งแสงหรืออาหาร ไม่งมงายว่าสารเทวดาทั้งหลายจะทำให้ผลผลิตกระโดดสิบยีสิบเท่าแล้วซื้อมาหามาด้วยราคที่แพงๆ เท่านี้ผลผลิตก็จะสูงกว่าที่ทำๆมา และถ้าผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนเท่าเดิม มันคือการลดต้นทุนโดยแท้จริงที่ใครๆก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือ "ความยั่งยืน" ยกเว้นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่อยู่บนพื้นฐานที่เป็นไปได้ แล้วออกมาสอน มาแนะนำกันเท่านั้น ที่จะเป็นตัวหน่วงการพัฒนาเพื่อการแข่งขันที่เรามีเวลาเตรียมตัวน้อยจริงๆ ท่านใดที่ทำอยู่ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทำต่อไป เพื่อเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนา เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงานของท่าน

ผมตอบมายาวมาก เพราะมันจำเป็นจริงๆ และก็จะตอบอีกถ้ามีเวลา เพื่อป้องกันการหลงทางของเกษตรกร การถูกชักจูงในทางที่ผิดๆ ต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรถ้าล้มเพียงปีเดียวผมให้อีก5 ปี ยังหาทางกลับบ้านไม่เจอ อ่านแล้วหวังว่าคงจะทำให้กระจ่างได้บ้างไม่มากก็น้อย ทุกประโยคที่เขียนลงไปมีหลักฐาน ภาพ วันที่ และเวลาตลอด สามารถไปขอดูได้ที่ศูนย์ (ขออนุญาตไม่นำเสนอหน้าเว็ปฯ) เพราะมันคือหลักฐานที่มีค่าสำหรับอดีต หลักฐานที่อย่างน้อยมีรูปคนเหล่านั้นอยู่ในเหตุการณ์ แล้วจะทำให้คนพูดไม่ออก สำหรับผมเองไม่มีคำกล่าวอ้างลอยๆเป็นอันขาด "ทุกคำพูด ทุกประโยค" คือความจริง ขอบคุณครับ

 ปล.  นับเวลาจากที่บทความจากลิงค์ข้างต้นถ่ายทอดออกมาก็ 4 ปีแล้ว ทราบหรือไม่ว่ากลุ่มคนที่อ้างถึงนี้ยังอยู่ในวงการหรือไม่ เท่าที่ทราบผู้เป็นเจ้าของแนวคิดนี้ออกจากวงการไปแล้ว  ถ้ามีใครสามารถทำได้ หรือพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่มีแค่คำกล่าวอ้างเพียงเก็บเกี่ยวไปแล้วได้เท่านั้นเท่านี้ ทำอย่างถูกต้อง บันทึกรายละเอียดทั้งข้อมูลและภาพถ่ายภาพตั้งแต่เริ่มงานปลูก ใส่ปุ๋ย เก็บเกี่ยว ฯลฯ   แล้วติดต่อไปยังศูนย์ ถ้ามันเป็นงานวิจัยจริงๆ ผมสามารถแนะนำหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ (สวทช.)ที่ทำงานวิจัยร่วมกับศูนย์ของผมในปัจจุบัน เพื่อการสนับสนุนผลงานวิจัยให้ออกสู่ประชาชน ทั้งนี้จะอยู่ที่การพิจารณาของ สวทช.ครับ แต่ที่สำคัญที่สุดต้องอยู่บนเงื่อนไขงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-23 10:48:23


ความเห็นที่ 44 (1657203)

ท่านอาจารย์สรรเสริญครับ

            ผมได้ไปดูเว็บ www.kasetproplus.com  เขาว่าทำมันสำปะหลังได้  ตอนแรกผมไม่เชื่อครับ ก้อเลยเสียตังค์ไปดูงาน แต่เขาทำได้จริงน่ะครับและทำหลายแปลง อย่างเช่นของ พล.(พิเศษ)ธวัชชัย ท่านทำ 35 ไร่ และ 22 ไร่ ปีที่แล้วตั้งเป้าตั้ง 50 ตัน/ไร่ แต่ขุดแล้วเฉลี่ยทั้งหมดได้อยู่ที่ 33 ตัน/ไร่ครับ อาจารย์เคยเข้าไปดูวิธีการของเว็บนี้หรือเปล่าครับ และสถานที่ติดต่อก้อชัดเจนน่ะครับ มีทั้งที่อยู่เบอร์โทร  ทำไมอาจารย์ไม่ไปพิสจน์ดูครับว่ามันเป็นไปไงมายังไงกันแน่ เพราะผลผลิตเขาก้อขุดทั้งหมดมาชั่งซึ่งตัวเลขของท่านธวัชชัย ก้อเอามาจากโรงงานที่รับซื้อทั้งหมดแล้วมาเฉลี่ย ไม่ได้เอาแต่ละต้นแล้วคุณด้วยจำนวนต่อไร่  ผมอยากให้อาจารย์แนะนำ สวทช.ไปดูและพิสูจน์ครับว่าจะเป็นจริงแค่ไหน ตอนนี้ของท่านพันเอกธวัชชัยก้อปลูกอยู่ทุกปี ติดต่อท่านได้ครับมีเบอร์โทรที่หน้าเว็บไซต์ครับ หรือไม่ก้อติดต่อที่ อ.เล็ก (คนขายปุ๋ยครับ) แต่ท่านธวัชชัยท่านนิสัยดีมากเลย ผมได้เคยโทรคุยกับท่านประจำหลังจากดูงาน ท่านไม่เคยเชียร์เรื่องขายปุ๋ยหรืออะไร แต่ท่านเน้นเรื่องวิธีการปลูกแต่ละช่วงจะปฏิบัติยังไง ผมว่าถ้าเรื่องนี้ปฏิบัติได้มันก้อคุ้มน่ะครับผลผลิตออกมาเยอะ และถ้าได้หน่วยงานของรัฐมารับรองด้วยจะเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับเกษตรกรอย่างผม ซึ่งไม่ได้จบอะไร 

             สุดท้ายนี้ผมก้อยังไม่เข้าใจน่ะครับว่าทางอาจารย์สรรเสริญ พยายามบอกว่าเป็นไปได้ยาก แต่ข้อมูลของคนที่ทำได้พยายามบอกว่ามันทำได้ และก้อมีคนเขาทำกันเยอะอยู่น่ะครับอาจารย์ แต่ทำไมอาจารย์กลับบอกว่ายังไม่มีใครทำได้ (หรืออ.สรรเสริญไม่ได้ไปดูของจริงครับ) เพราะคนที่เขาไปดูของจริงตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงขุดขึ้นรถไปขายแล้ว เอาเอกสารที่ขายได้มาดูก้อมีเยอะครับ เช่นไร่ พ่อพาพอเพียง คุณสุทธิ ก้อให้ดูการวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง แล้วชั่งน้ำหนัก กี่ตัน(13-17 ตัน/ไร่) ได้เงินเท่าไหร่ ในเน็ตก้อมีครับ เยอะแยะ หรือเขาให้ไปดูที่ไร่ด้วย

            แต่แล้วผมก้อยังงงเหมือนกันว่าจะปลูกหรือไม่ปลูกกันแน่ กลัวทำแล้วขาดทุน เสียเวลา เสียเงิน เสียดายที่ดิน

 

ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ส.พีระญาณ์ วันที่ตอบ 2013-04-23 13:41:35


ความเห็นที่ 45 (1657217)

ตอบครับ

แจ้งมาให้ทราบซิครับ ว่าทำได้จริง เราสนับสนุนอยู่แล้ว และคนที่ไปดูน่าจะทำตามด้วยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หน้าที่ของผมคือให้ความรู้บนพื้นฐานความเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้ามีอะไรนอกเหนือไปกว่านั้นผมว่ามันก็เป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ส่วนใหญ่ที่เข้ามามันไม่ได้เป็นไปตามที่คุณบอก มันหลอกขายของกัน ยังไม่พบเลยจริงๆแม้แต่รายเดียว ที่มีก็มีแต่ผ่านคำบอกเล่าจากคนนั้นคนนี้ แล้วจะเชื่อได้อย่างไร พอไปเข้าจริงๆ เสียเวลาครับ ผมไม่มีเวลามานั่งค้นหาเพชรในตมตามเว็ปฯหรอกครับ ใครทำได้ก็ติดต่อมา ลองติดต่อมาซิครับ ถ้าใครคิดว่าทำได้ พิสูจน์ได้ และทำอย่างมีหลักการที่เข้ากับงานวิจัยและพัฒนาได้เพราะตอนนี้กำลังเขียนยุทธศาสตร์ของการปลูกพืชแต่ละชนิดตามหลักวิชาการปีงบประมาณ 2556-2563 งานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ รับผิดชอบโดย สวทช, ซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการทดลองเกี่ยวกับมันสำปะหลังร่วมกับ สวทช.อยู่ขณะนี้ ในพื้นที่ด้านตะวันตก ถ้าเป็นของจริงเข้าไปพบผมได้เลย เขียนรายละเอียดโครงการให้ทราบ พร้อมหลักฐานรูปถ่ายแปลงที่ทำได้ที่ผ่านมา(ประวัติการเจริญเติบโต) ต้นทุน  ผลผลิตและคุณภาพพร้อมที่จะแนะนำให้ แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่างานวิจัยต่างๆ เราทำเพื่อเกษตรกร ถ้าต้นทุนสูงเกินไปจะไม่มีเกษตกรทำตามแน่นอน หรืออาจจะทำโครงการเองก่อน แล้วแจ้งให้หน่วยงานร่วมตืดตามผล เมื่อครบกำหนดการเก็บเกี่ยวแล้วผลเป็นไปตามเป้าหมาย ให้เป็นขั้นเป็นตอนก็ยังไม่สายถ้าคิดจะทำเพื่อเกษตรกร มิใช่ทำอยู่คนเดียว ถึงเวลาก็ออกมาว่าได้เท่านั้นเท่านี้ พอคนเขาไม่เชื่อก็โกรธหาว่าเขาโง่ มันไม่ใช่เหตุและผลที่ควรจะเป็นครับ

งานวิจัยมืใช่เพียงอยู่แต่ในกรอบแล้วเรียกว่า"วิจัย" ใครก็ได้ที่ทำแล้วได้ความจริงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ ที่สำคัญต้องนิ่งแล้ว นั่นหมายถึงการใช้เวลาในการทำซ้ำ ที่เห็นๆมางานวิจัยมิได้จบในระยะเวลาสั้นๆเลย ต้องไม่ลืมว่า ผลงานวิจัยของท่าน คือแนวทางของความอยู่ดีกินดีของเกษตรกรรากหญ้า ถ้าผลงานวิจัยนั้นเป็นคุณประโยชน์จริงๆเราคงได้เห็นเกษตรกรไทยมีศักดิ์มีศรีทัดเทียมอารยะประเทศที่เป็นอยุ่ขณะนี้ แล้วไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมเองต้องไปขวางความก้าวหน้าของเกษตรกร ยกเว้นคนที่อ้างงานวิจัยแล้วเอามาหากินหลอกคนที่มีความรู้น้อยกว่านั่นแหละครับที่เจอมาตลอด ผมรอวันนั้นอยู่เหมือนกันครับ  

เรื่องเอกสารขอเถอะครับ.. ขอดูของจริงๆ ขุดจริงๆ ก่อนดูสิ่งเหล่านี้ดีกว่า คุณคงทราบความหมายของผมนะครับ เจอมามากแล้ว  ถ้าเกษตรกรบอกว่าถูกโกงน้ำหนัก ถูกโกงเปอร์เซนต์ แล้วมีหรือครับเอกสารเหล่านี้จะทำออกมาไม่ได้  ขอบคุณครับยินดีให้การสนับสนุนทุกท่านบนเงื่อนไขความถูกต้องครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-23 16:12:25


ความเห็นที่ 46 (1657223)

 ตอบ อาจารย์ครับ

อ้างข้อความเดิม ของอาจารย์นะครับ

ด้วยความเควรพเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านที่แสดงความคิดเห็น  และขอบคุณที่ท่านพยายามจะทำให้เรา"หายโง่" ผมมีคำถามคำเดียวถ้าคุณสามารถตอบได้โดยไม่โกหกตัวเอง เพราะคนอ่านจะไม่รู้ความจริงนอกจากคุณ ที่อ้างว่าไปดูมาด้วยตา นั่นคือ .. คุณไปดูเขาขุดจนเสร็จสิ้นแล้วส่งขายหรือไม่... ถ่ายภาพไว้ทั้งหมดหรือไม่ หรือเพียงแค่ไปถึงก็ถ่าย สรุป แล้วกลับ  การไปดูงานวิจัยเช่นนี้คงไม่มีใครไปดูโดยไม่มีกล้องไปด้วยนะครับแและก็ไม่ควรแค่เห็นเขาขุดโดยไม่รอให้เสร็จสิ้น โดยเฉพาะคนที่มีวุฒิภาวะเขาพึงกระทำกัน จนนำมาซึ่งบทความที่ลิงค์เข้ามาให้ใครๆหายโง่..คนพูดเท่านั้นที่สามารถตอบได้ว่ารอการขุดจนเสร็จสิ้น แยกเหง้า ส่งขาย ผลผลิตสุดท้ายอยู่ที่โรงแป้ง หรือลานมัน (มีหลักฐานใบชั่งและใบตรวจวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง)

ด้วยความเคารพนะคับ

ผมลงมือทำเองครับ ไม่ได้โกหกตัวเองหรือจะแค่มาอ่านแล้วก็เอามาบอกให้คนอื่นทำตามนะครับ  ผมปลูกเอง ไม่ได้ขุดเองจ้างเค้าตันละ 400 พร้อมขนไปขายให้ได้  แต่ผมไปเอาเงินและดูตอนวัดแป้งครับ

และผมก็คิดว่า ผมคงไม่มารบกวนพื้นที่ในเว็บไซต์ของอาจารย์แล้วครับ เพราะดูเหมือนเราจะมองคนละประเด็นกัน แต่ก็ดีใจนะครับที่เกษตรกรไทยยังมีที่พึ่งและเคียงข้างเกษตรกรแบบอาจารย์ครับ  ผมเองคงไม่เหมาะในการเผยแพร่ความรู้ครับ คงจะเหมาะกับการทำเองครับ

ขอบคุณที่อาจารย์มาช่วยให้ความรู้นะครับ  

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-23 17:49:47


ความเห็นที่ 47 (1657238)

 ครับดูเหมือนเราจะมองกันคนละประเด็นจริงๆ เพราะผมพาดพิงถึงท่านที่ไปไร่ของกำนันแสงแล้วเขียนข้อความในลิงค์ที่แนบไป หรือคนที่เขียนเป็นคุณศุภวัตรเองถ้าเป็นดังนั้นทุกอย่างก็จบครับ เพราะที่ทำกันนั้นมันเป็นเล่นกันนอกเกมส์จริงๆ (ปาหี่) ผมสาบานได้ว่าได้ยินจากปากของคนที่เป็นต้นแบบแนวคิดนี้ เพื่อที่จะขอเงินวิจัยจากหน่วยงานของรัฐฯ และที่อื่นๆ นี่ไงครับผมจึงบอกกับคนที่เขียนบทความว่าผมใกล้ชิดกว่า จึงรู้อะไรที่ดีกว่า ผลผลิตได้หรือไม่ได้ผมรู้ดีกว่า ถ้าคุณไม่เขียนเองก็หมายความว่าคุณเข้าใจความหมายที่ผมตอบผิดไป แต่ถ้าคุณเขียนเองคำถามที่ผมถามกรณีที่ไปเทพสถิตย์นั้นเป็นของคุณ คุณจะตอบหรือไม่ตอบมันอยู่ที่คุณเองเพราะผมพูดไปตามความเป็นจริงที่ผมสัมผัสมากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับลิงค์ที่ส่งมาทั้งหมด และผมเองก็ไม่ต้องการให้ฟื้นเอาสิ่งที่คนกำลังจะลืม บ้างก็กำลังตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้เงินกู้ธกส. เพราะมันมีที่มาจากลิงค์นี้แหละครับ ไม่อยากให้ใครอ่านแล้วหลงเข้าไปอีก ขอบคุณมากครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ. สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-23 19:34:30


ความเห็นที่ 48 (1657323)

ตอบอาจารย์ครับ

ผมไม่ใช่คนเขียนบทความนั้นครับ ผมก็แค่เห็นในเว็บเลยเอามาแปะให้ดู ผมยังเขียนว่าถ้าเค้าทำได้จริง เราก็แค่ลดต้นทุน  ไม่ได้บอกให้ไปทำตามเค้านะครับ

แต่ผมก็อยากให้อาจารย์มองถึงลิ้งอื่นที่ผมเอามาแปะบ้างนะครับ

เช่น  http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=192.0

หรือ  http://www.thaipost.net/x-cite/251212/67111

จุดประสงค์ที่เอามาก็แค่จะให้เห็นว่ามันสามารถทำได้จริง ก็แค่นั้น 

ที่ผมบอกว่ามองกันคนละประเด็นก็คือ ผมเชื่อว่าทำได้ไร่ละ 10 ตันขึ้นไป  แต่อาจารย์มองว่ามันทำไม่ได้    เป็นเรื่องแหกตา  หรือจะมาขายท่อนพันธ์

นี่ต่างหากละครับ

แต่ผมก็ได้ยืนยันไปแล้วว่าผมปลูกเองทำเอง ไม่ใช่เอาแต่อ่านหนังสือหรือมานั่งอ่านเว็บแล้วมาโพส  โม้ๆไป  

และผมก็เกลียดมากไอ้พวกที่เอาเรื่องไม่จริงมาโพส ผมจึงต้องพิสูจด้วยการลงมือทำ เองให้รู้ (ตามประสาคนโง่ๆที่ไม่ได้จบเกษตร  จบแค่วิดวะ) 

ขอบคุณทุกท่านมากครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-24 22:48:13


ความเห็นที่ 49 (1657358)

 เรียนอาจารย์ที่เคารพ

จากลิงค์ที่คุณศุภวัตรแนบไปให้เปิดดู และต่อมาอาจารย์ดึงออกมาหน้าเว็ปฯให้ ต้องขอขอบคุณมากเพราะเห็นภาพชัดเจนว่าเขาทำอย่างไร คนที่คิดตามคิดอย่างไร มีทางเป็นไปได้ไหม และที่คนที่ใช้ชื่อ ส.พีระญาณ์อ้างว่าเป็นอาจารย์..(ไม่อยากเอ่ยชื่อ) ผมเจอมาแล้ว ยืนสอนเคมีบนไวท์บอร์ดให้เกษตรกรดู อ้างว่าใช้กับมันเกร็ดมังกรจะได้ 30-50 ตันเพราะใช้สินค้าของเขา (ลองไปหาดูตามยูทูปได้ถ้าไม่เชื่อ)สรุปก็ขายสินค้าชื่อโปร.... ขายของทั้งนั้น ซึ่งคุณพีระญาณ์น่าจะมีวิจารณญาณมากกว่านี้สักนิด การที่ให้ดูเอกสารตามเน็ทผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับว่า ถ้าเกษตรกรถูกโกงน้ำหนักได้ด้วยการล๊อกตาชั่งแล้วไอ้กระดาษที่ปั้มออกมามันจะเชื่อถือได้แค่ไหน หรือ วัดแป้งผมก็เคยเห็น มันเอามาสับหัวเอาแต่ปลายๆวัด พอชั่งน้ำคานยังไม่ทันนิ่งก็ล๊อกหน้าตาเฉย แล้วก็ใส่ตัวเลขพิมพ์ออกมา เกษตรกรยืนตาปริบๆ แล้วจะเอาสาระอะไรกับใบชั่งที่ทำมาเพื่อการค้า ผมมีคำถามครับอาจารย์

อาจารย์มีความเห้นอย่างไรกับการปลูกในแบบที่เขาเอามาให้ดูแล้วบอกว่าได้ 26 ตันต่อไร่ และมีความเห็นอย่างไร่กับการใส่ปุ๋ยตามรายละเอียดที่ให้มา ผมเห็นแค่ต้นทุนก็เข่าอ่อนแล้วครับ หวังว่าอาจารย์คงจะกรุณาตอบเพราะไม่อย่างนั้นคนโลภอยากรวยเห็นแล้วก็อยากทำตาม

ขอบคุณครับอาจารย์

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กเกษตร วันที่ตอบ 2013-04-25 13:04:32


ความเห็นที่ 50 (1657360)

ผมขอชื่นชม   ส.พีระญาณ์  ครับ  

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภวัตร (s_supawat-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-04-25 13:44:06



[1] 2 ถัดไป >>


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.