ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > การตัดแต่งกิ่งมันสำปะหลังควรทำ...

การตัดแต่งกิ่งมันสำปะหลังควรทำหรือไม่ ถ้าทำแล้วต้องทำเมื่ออายุกี่เดือน หน้าแล้งหรือฝน


อาจารย์ครับ ผมมีข้อส่งสัยครับ  ว่าเราควรตัดแต่งกิ่งมัน ดี หรือ ไม่ ถ้าตัดแล้วมันจะชะงักการเจริญเติบโตไหม

ปกติแถวบ้านจะแต่งตอนอายุ 3 เดือน แต่ผมว่าตอนนี้ต้องเร่งสร้างใบอยู่ไม่รู้จะทำไงเลยขอคำชี้แนะ พูดกับคนอื่นเขาก็ไม่เชื่อ เชื่อในสิ่งเขาทำอย่างเดียว



ผู้ตั้งกระทู้ คนปลูกใหม่ :: วันที่ลงประกาศ 2011-04-03 10:13:50


[1]

ความเห็นที่ 1 (1538653)

การแต่งกิ่งในมันสำปะหลังส่วนใหญ่จะไม่ทำเพราะมันสำปะหลังส่วนใหญ่จะแตกกิ่งเมื่ออายุ 4 เดือนไปแล้ว บางสายพันธุ์ไม่มีกิ่งเลย เช่นระยอง 9 แต่ที่ทำ เราเรียก"ตีแขนง" หรือเลือกเอาต้นที่ไม่ต้องการออก เพราะเอาไว้ก็ไม่สามารถนำไปเป็นต้นพันธุ์ที่ดีในอนาคตได้ แย่งอาหารต้นดีๆ สิ้นเปลืองปุ๋ยที่นำไปสร้างการเจริญเติบโตอีกต่างหาก เกษตรกรส่วนใหญ่ชอบที่จะทำตอนนั้นเพราะ เห็นต้นสวยแล้วตัดสินใจได้ง่ายที่จะเอาต้นไม่สวยออก โดยไม่คำนึงว่าช่วงนั้นเป็นช่วงสำคัญที่มันกำลังสร้างพุ่มใบเพื่อให้มีเพียงพอกับการปรุงอาหาร การไปเอาออกตอนนั้นชงักแน่นอนเพราะธรรมชาติของพืชเมื่อมีแผลเขาจะหยุดส่วนที่เจริญเติบโตทุกส่วนมารักษาส่วนที่เป็นแผลก่อน จนกว่าเซลล์ส่วนที่เป็นแผลนั้นจะมีเนื้อปิดเต็ม คุณเข้าใจถูกต้องครับ

นอกจากมันจะเร่งสร้างใบในช่วง 1-4 เดือนแล้วในระหว่างนั้นถ้ามันสำปะหลังสมบูรณ์มันจะเริ่มสะสมอาหารที่ราก(ออกหัว)ตั้งแต่ อายุ 45 วัน ส่วนนี้ก็จะหยุดชงักไปด้วย ดังนั้นถ้าต้องการตีแขนงออก ควรทำตั้งแต่ก่อนการใส่ปุ๋ยเคมีระยะที่สอง หรือประมาณ 30-45 วัน โดยเลือกเอาต้นที่สมบูรณ์ ออกตาสมำเสมอไม่ห่าง หรือถี่เกินไป เลือกตำแหน่งให้อยู่คนละมุมของต้นพันธุ์ จะทำให้มันขึ้นมาแล้วไม่เบียดทับกัน ส่วนใหญ่จะเลือกไว้ สอง ถึงสาม ต้น แต่ถ้ามีอาหารให้มันสามารถเจริญเติบโตได้พอ ก็ไม่จำเป็นเพราะต้นที่ออกมาเกือบร้อยเปอร์เซนต์จะสมบูรณ์สามารถนำไปทำพันธุ์ปลูกได้ทั้งหมด (ในศูนย์ของผมปีนี้ไม่ตีแขนเลย เน้นใส่ปุ๋ยให้พอ ต้นออกมากบางหลุมมีต้นถึง 5 ต้น ทุกต้นทำพันธุ์ได้หมด) โดยเฉพาะในยุคต้นพันธุ์ขาดแคลนใส่ปุ๋ยให้พอแล้วเอาต้นด้วยโอกาสจะมีมากกว่า

ครูยังเจอน้อยกว่าผมมากครับ เพื่อนนักวิชาการรุ่นๆผมตอนนี้หันไปเอาดีทางอื่นกันหมด หรืออย่างเก่งก็ทำเอง สอนตัวเอง ดีกว่าพูดไปแล้วมีแต่คนดื้อ และบางทีอวดดีอีกต่างหาก แต่ผมยังทนอยู่ได้ เพราะไม่เก็บมาคิดเพราะเป้าหมายคือสอนให้เขารู้ ให้เขารอด เชื่อผมเถอะสุดท้ายเขาจะกลับมา ถ้าเขาเห็นตัวอย่างความสำเร็จของคุณ  อีกอย่าง การที่เขาไม่เชื่อเพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคก่อนๆ จนบางครั้งลืมไปว่าเขาได้ใช้ดิน และทรัพยากรต่างๆในดินในรูปแบบการทำลายจนแทบไม่มีอะไรเหลือพอที่จะให้พืชที่ปลูกลงไปในดินจะให้ผลผลิตตอบแทนมากๆเหมือนเดิมแล้ว สุดท้ายผลผลิตก็จะลดลงเรื่อยๆ มันเป็นสัจจะธรรมครับ

ชื่นชมครับที่คุณคิดจะสร้างต้นกล้าในโรงเรียน เด็กๆนี่แหละครับสอนง่ายกว่า ปลูกฝังได้ง่ายกว่า เอาความจริงบนพื้นฐานความเป็นไปได้ และตัวอย่างแห่งความสำเร็จมาสอน ไม่ยากเลยครับ โน้มน้าวให้เขารู้ว่า ประเทศเราตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรที่เหมาะกับเจริญเติบโตกับพืชแทบทุกชนิดกว่าประเทศใดๆในโลก เราจึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เหมาะสมกับเกษตรกรรมมากที่สุด แต่น่าเสียดายที่กระทรวงศึกษาฯไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราเลย เมื่อคนขาดความรู้ การทำลายโดยความไม่รู้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่น่ากลัวที่สุด เด็กต่างจังหวัด 90% เมื่อเรียนจบภาคบังคับจะมีกี่เปอร์เซนต์ที่สามารถจะไปต่อในระดับสูงๆ แม้เด็กจะมีความสามารถดี ฉลาด เรียนเก่ง แต่ข้อจำกัดกลับมาอยู่ที่ พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีทุนส่ง สุดท้ายก็กลับมารับมรดกตกทอดเหมือนพ่อแม่รับมาจากปู่ย่าตายายนั่นคือ ทำไร่ ทำนา ทำสวน แต่ถ้ายังทำแบบไร้พื้นฐานกันอย่างที่ผ่านๆมาผมว่าไม่นาน พริก หรือกระเพราก็ยังยากที่คนรุ่นใหม่ๆจะปลูกให้มันงามได้ พื้นฐาน และการปลูกฝังให้รักแผ่นดินเกิด ให้รู้ความหมายของคำว่าดิน น้ำ และการอนุรักษ์เท่านั้นในเบื้องต้นที่เขาต้องการ ส่วนเทคนิคพอเขาโตแล้วเขาสามารถจะผสมผสานได้เอง อย่าท้อครับถ้าจะสร้างคน เพราะการสร้างคนคือการสร้างชาติ อย่างที่มีคำกล่าวว่า เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ ถ้าเด็กโง่โตเป็นผู้ใหญ่จะไม่โง่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนคนที่แก่แล้วแก่เลยถ้าคิดว่าเขารับไม่ได้ก็ปล่อยวาง แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงเลือกที่จะสอนเฉพาะคนที่สอนได้ก่อน โดยแบ่งเอาไว้ในบัวสี่เหล่า เอาเวลามาสอนคนที่เขาสนใจดีกว่า มีสิ่งใดทีผมพอจะแนะนำได้ก็เชิญครับ ถ้าเป้นการศึกษา ยินดีให้ความรู้เท่าที่มีอย่างเต็มที่ ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ วันที่ตอบ 2011-04-03 14:25:39


ความเห็นที่ 2 (1549254)

"...ชื่นชมครับที่คุณคิดจะสร้างต้นกล้าในโรงเรียน เด็กๆนี่แหละครับสอนง่ายกว่า ปลูกฝังได้ง่ายกว่า เอาความจริงบนพื้นฐานความเป็นไปได้ และตัวอย่างแห่งความสำเร็จมาสอน ไม่ยากเลยครับ โน้มน้าวให้เขารู้ว่า ประเทศเราตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรที่เหมาะกับเจริญเติบโตกับพืชแทบทุกชนิดกว่าประเทศใดๆในโลก เราจึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เหมาะสมกับเกษตรกรรมมากที่สุด แต่น่าเสียดายที่กระทรวงศึกษาฯไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราเลย เมื่อคนขาดความรู้ การทำลายโดยความไม่รู้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่น่ากลัวที่สุด เด็กต่างจังหวัด 90% เมื่อเรียนจบภาคบังคับจะมีกี่เปอร์เซนต์ที่สามารถจะไปต่อในระดับสูงๆ แม้เด็กจะมีความสามารถดี ฉลาด เรียนเก่ง แต่ข้อจำกัดกลับมาอยู่ที่ พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีทุนส่ง สุดท้ายก็กลับมารับมรดกตกทอดเหมือนพ่อแม่รับมาจากปู่ย่าตายายนั่นคือ ทำไร่ ทำนา ทำสวน แต่ถ้ายังทำแบบไร้พื้นฐานกันอย่างที่ผ่านๆมาผมว่าไม่นาน พริก หรือกระเพราก็ยังยากที่คนรุ่นใหม่ๆจะปลูกให้มันงามได้ พื้นฐาน และการปลูกฝังให้รักแผ่นดินเกิด ให้รู้ความหมายของคำว่าดิน น้ำ และการอนุรักษ์เท่านั้นในเบื้องต้นที่เขาต้องการ ส่วนเทคนิคพอเขาโตแล้วเขาสามารถจะผสมผสานได้เอง อย่าท้อครับถ้าจะสร้างคน เพราะการสร้างคนคือการสร้างชาติ อย่างที่มีคำกล่าวว่า เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ ถ้าเด็กโง่โตเป็นผู้ใหญ่จะไม่โง่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนคนที่แก่แล้วแก่เลยถ้าคิดว่าเขารับไม่ได้ก็ปล่อยวาง แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรงเลือกที่จะสอนเฉพาะคนที่สอนได้ก่อน โดยแบ่งเอาไว้ในบัวสี่เหล่า เอาเวลามาสอนคนที่เขาสนใจดีกว่า มีสิ่งใดทีผมพอจะแนะนำได้ก็เชิญครับ ถ้าเป้นการศึกษา ยินดีให้ความรู้เท่าที่มีอย่างเต็มที่..."

มาอ่านแล้วกินใจมากครับอาจารย์ ปัจจุบันครูเกษตรไม่มีบรรจุในโรงเรียน ถอยหลังเข้าคลองไปหมดแล้ว  ผมอยากให้นักเรียนเรียนรู้ทฤษฎีแล้วมาฝึกปฏิบัติให้มากๆ  ไม่สนใจนโยบายบ้าบออีกแล้ว  ตอนนี้มุ่งเน้นการปฏิบัติให้มากที่สุดและลงไปถึงผู้ปกครองด้วยการสอดแทรกเมื่อมีการประชุมผู้ปกครองเด็ก  ขอบคุณในแนวคิด ข้อมูลของอาจารย์ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผบ. (m_nmon-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-05-31 11:17:22



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.