ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ดูทีวีเรื่องน้ำหมักขี้หมูปลูกม...

ดูทีวีเรื่องน้ำหมักขี้หมูปลูกมันได้ผลผลิตสูงสุด 30 ตันต้นทุนแค่ 1800 บาทต่อไร่เป็นไปได้หรือไม่ครับ


    ได้ดูที่วีรายการช่อง 11 มีอาจารย์มาออก เป็นรายการของ ธกส. บอกว่าน้ำหมักขี้หมูมีธาตุอาหารครบทั้ง 10 ธาตุ ปัจจุบันเกษตรกรใส่ให้มันเพียง 3 ธาตุ เอ็น พี เค ผลผลิตเลยได้แค่ 2-3 ตัน พอใส่น้ำหมักขี้หมูจะได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้น ผลผลิตเพิ่มขึ้นเคยมีได้สูงสุดถึง 30 ตันต่อไร่  เพียงฉีดน้ำขี้หมูเดือนละครั้งเท่านั้นจึงอยากถามอาจารย์ดังนี้ครับ

    1  น้ำหมักขี้หมูมีประโยชน์อย่างไร อาจารย์คนนั้นบอกว่าเมื่อหมูกินอาหารที่มีโปรตีนเข้าไป จะถ่ายออกมาเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบ ถ้านำมาใช้ฉีดใบมันสำปะหลังจะได้ผลผลิตสูง เพราะได้ธาตุอาหารครบ คนทำแปลงทดลองบอกว่าเคยได้ถึง 18 ตัน ต่อไร่ ใช้ฉีดเดือนละครั้งผสมกับน้ำยาล้างจานแทนสารจับใบ ส่วนอาจารย์คนนั้นบอกว่ามีคนทำได้ถึง 30 ตันต่อไร่ เป็นมันระบบอินทรีย์ เมื่อใช้กับนาข้าว ได้ข้าวถึง 1700 กก.ต่อไร่อาจารย์ว่าดีไหมครับต้นทุนต่ำดี ธกส. ก็สนับสนุน

   2  คนที่ทำแปลงทดลองบอกว่าใช้น้ำหมักขี้หมูแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก มีประโยชน์อย่างไรครับ

    3  เด็ดใบเด็ดยอดมันไปขาย จะมีรายได้เพิ่มขึ้นที่ไหนรับซื้อครับจำได้ว่าตันละ 5-6000 บาทถ้าหั่นก่อน และถ้าขายสดได้ 6-700 บาทต่อกิโล

    4  เหง้ามันเอามาเผาถ่าน ทำถ่านอัดแท่ง เห็นบอกว่าได้ถ่านแรงดีมาก ผมอยากถามวิธีทำถ่านอัดแท่งครับ เห็นในทีวีแล้วไม่น่าทำยาก ราคาเครื่องแพงหรือเปล่า

รบกวนอาจารย์ตอบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

พินิจ  อ.วังทอง จ.พิษณุโลก



ผู้ตั้งกระทู้ พินิจ :: วันที่ลงประกาศ 2011-01-16 17:42:22


[1]

ความเห็นที่ 1 (1527681)

ตอบคุณพินิจ

       ผมคงเกรงใจใครไม่ได้อีกแล้วเพราะคำถามของคุณมันคล้ายๆว่าผมจำเป็นต้องตอบ ตอบเพื่อความกระจ่าง ตอบเพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง แรกๆผมพยามยามเลี่ยงที่จะตอบเกี่ยวกับน้ำหมักมูลสุกรที่โหมประชาสัมพันธุ์โดย ธกส. ให้เกษตรกรเข้าร่วมโดยจับมือกับนักวิชาการที่มีความโดดเด่นทางด้านอาหารสัตว์ เพราะท่านร่ำเรียนมาเรื่องอาหารสัตว์ ต่อมานานๆเข้าชักเริ่มพูดเรื่องอาหารสัตว์น้อยลง กลายเป็นส่งเสริมหรือแนะนำให้ใช้น้ำหมักมูลสุกรเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง โดยมีเป้าผลผลิต 20 ตันต่อไร่ หรือใช้กับนาข้าวให้ผลผลิตถึง 1700 กก./ไร่ ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นวาสนาของเกษตรกรไทยครับ เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ต่ำร้อย กก.

   1    มูลสุกรเป็นปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ ระหว่างธาตุอาหารในมูลสุกรแห้ง กับน้ำหมัก 24 ชม.ของมูลสุกรแห้งนั้น ธาตุอาหารในน้ำหมักน้อยกว่ามาก และยิ่งเอาที่หมักจากมูลแห้ง 1 กก. มาผสมเพิ่มอีกจาก 20 ลิตรเป็นหลายเท่าตัว มันไม่ยิ่งไปกันใหญ่หรือครับ ทดลองเอาน้ำตาล 1 ช้อนชงในแก้ว 1 แก้ว ได้ความหวานพอดี ถ้าเอาน้ำตาล 1 ช้อนเท่าเดิม ชงในน้ำ 1-200 ลิตร ผมว่าวิญญาณน้ำตาลก็ไม่มีให้ลิ้มรสชาติ ปกติมูลแห้งใส่ทางดินก็ไม่พอให้มันสำปะหลังไปสร้างหัว 20, 30 ตันอยู่แล้ว งานทำแปลงวิจัยที่มูลนิธิสถาบันฯที่ห้วยบง ก็เห็นฉีดพ่นทุกเดือน แต่ผลผลิตที่ได้ก็ต่ำกว่าที่ตั้งไว้ที่ 10 ตัน (ได้ไม่ถึง) เลยไม่รู้ว่า 20, 30 ตันจะมาจากไหน เพราะผลวิเคราะห์เรื่องธาตุอาหารในน้ำหมักก็ไม่มีเป็นรูปธรรม จริงอยู่เมื่อสุกรกินอาหารที่มีแร่ธาตุแล้วย่อยไม่หมดก็จะติดมากับมูลถ่าย ถามว่ามันติดออกมาทั้งหมดที่กินเข้าไปหรือไม่  คำว่าธาตุอาหารครบ กับครบแล้วพอหรือไม่พอต่างหากที่เป็นประเด็น เพราะส่วนใหญ่ธาตุอาหารจากมูลถ่ายของสัตว์เลี้ยงด้วยหัวอาหารก็จะครบแทบทั้งนั้น ผลวิจัยการใช้ธาตุอาหารในการสร้างการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง ใน 1 ตันหัวมันสดนำธาตุอาหารตัวหน้าไปใช้ 1.7 ตัวกลาง 0.5 ตัวหลัง 2.5  (ที่มา: สศก.เผยแพร่ในวรสารสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย คณะเกษตร มก.) นั้นหมายถึงถ้าปลูกแล้วได้ 30 ตัน จะต้องใช้ปุ๋ยในอัตราเท่าใดชดเชย แล้วในน้ำหมักมีพอไหม.. และถ้าต้องหามาใส่ให้พอต้นทุนจะอยู่ที่ ไม่ถึง 2000 ที่บอกมาหรือไม่..เดี๋ยวนี้เขาลงทุนกันหนึ่งไร่ 4000-4500/ไร่ กับการปลูกทั่วๆไปก็นับว่าเก่งที่สุดแล้ว ค่าไถอย่างเดียวก็ 1000 แล้ว ค่าตัดท่อนพันธุ์ ค่าปลูก ไร่ละ 300  ค่ากำจัดวัชพืช ไร่ละ 250-300  ค่าสายยางที่ทำน้ำหยดซื้อเป็นม้วน อุปกรณ์ต่างหาก  ค่าน้ำมันที่ใช้ปั้มน้ำ ค่าขุด ค่าขน ค่าปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 350-400 ค่าสารกำจัดเพลี้ยแป้ง 300 - 500 ค่าแรงพ่นน้ำหมักเดือนละครั้ง จิปาถะ ทดลองรวมดู.... นี่ไม่รวมถ้าต้องซื้อต้นพันธุ์ 1.20-1.50 ต่อต้น (เอาราคากรมวิชาการไม่ใช่ 4-8 บาทอย่างที่เขาขายกัน) และไม่รวมปุ๋ยเคมีอีกไร่ละ 450-650 ต่อไร่ แล้วมันจะทำได้อย่างไร 1800 บาท/ไร่ ที่ผลผลิต 17 ,18 ตัน/ไร่  บางครั้งการโฆษณากันจนลืมนึกไปว่าถ้ากู้ ธกส.มาแล้วทำไม่ได้ ขาดทุน ธกส.จะเอาเงินคืนไหม  ผมว่าเป็นการชักจูงที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเลย ถามว่ากลยุทธการตลาดเช่นนี้ ที่เคยใช้กับมันสำปะหลังคอนโด 30 ตันต่อไร่ ที่ผ่านมามีคนกู้ไปทำไม่น้อย มีใครได้ 30 ตันไหม (ต้นทุนเฉียดๆหมื่นบาทต่อไร่) ไม่เห็นมีคนออกมาบอกว่าประสบความสำเร็จแม้แต่รายเดียว ผมมีแปลงทดลองให้ครับ ถ้าทำได้ให้ ธกส.เอาใครก็ได้มาทำ โดยใช้วิธีการดังกล่าว เอาผลผลิตไร่ 25 ตันเป็นเป้าหมายที่ 12 เดือน ไม่ต้องถึง 30 ตัน มีที่ให้ทำฟรีครับให้พื้นที่ 50 ไร่ด้วย มีโรงงานเอทานอลที่ผมเป็นที่ปรึกษาประกันราคาให้ สนใจก็ติดต่อมาได้ครับ แต่ต้องทำให้ได้นะครับ ถ้าไม่ได้เจ้าของที่เขาขอค่าเช่า และผลผลิต 50 % อีกอย่างหนึ่งผมนึกว่าจะมีแต่พวกปราชญ์ชาวบ้านหรือนักขายตรง ที่เอาหัวมันมาชั่งกิโลแล้วคูณด้วยจำนวนต้นที่ปลูก เพราะถ้าใช้สูตรนี้หัวมันสำปะหลังในดินคงใหญ่เท่ากันทั้งหมด งง...

     2  ได้ประโยชน์คือท่อนพันธุ์มันสำปะหลังได้น้ำที่จะซึมเข้าไปในท่อนมันเพิ่มครับ ยังมองไม่เห็นประโยชน์ด้านอื่น คำว่าน้ำหมักจะมีจุลินทรีย์เป็นองค์ประกอบอยู่จำนวนมาก ให้ทางดินจะเหมาะสมที่สุด และที่สำคัญมีทั้งที่เป็นโทษและเป็นคุณ ถามว่าก่อนแช่ท่อนพันธุ์มีวิธีการคัดเอาเชื้อราที่เป็นโทษออกหรือไม่ ถ้ามีวิธีใด.. คงไม่บอกว่าใช้เครื่องกรองน้ำกรองออกนะครับ ถ้าไม่มี ท่อนพันธุ์ที่รับการแช่จะสะอาดหรือไม่ งง...

     3   ใบมันสำปะหลังมีโปรตีนสูง เหมาะสำหรับการนำไปทำอาหารสัตว์ครับ การเด็ดใบมันไปขายกรมวิชาการเกษตรเคยทำแปลงทดลองมาแล้วเรียกว่า "มันตัดใบ" แต่วิธีการต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ โดยของกรมวิชาการใช้ปุ๋ยเคมีตัวหน้าและมีการให้น้ำทุกครั้งที่มีการตัดใบ และกรรมวิธีของเขาคือ จะไม่เด็ดยอดครับ เพราะถ้าเด็ดยอดอ่อนออกเมื่อไรก็เอวังครับ..สิ่งที่แตกออกมาใหม่จะเป็นกิ่งที่ใช้ทำพันธุ์แทบไม่ได้  ทดลองด้วยตัวเองก็ได้ครับ ลองเด็ดยอดสักต้นสองต้นแล้วอีกสองสามอาทิตย์จะเป็นอย่างที่ผมบอกหรือไม่ ส่วนสถานที่รับซื้อก็คงต้องถามคนที่เป็นวิทยากรร่วมนั่นแหละเพราะเขาเป็นคนซื้อ

      4    เหนื่อยใจครับ 1 ไร่ปกติปลูกกันตามหลักวิชาการ ถี่ที่สุดคือ 80 คูณ 80 ซม. เท่ากับ 2500 ต่อไร่ แต่มันไม่ค่อยปกตินัก เพราะกว่าร้อยละ 80 เกษตรกรปลูก คืบ คูณ คืบ  1 ไร่ปาเขาไปตั้ง 5-6000 ต้น ถ้าเอา 5000 ต้นมาคูณน้ำหนักเหง้าเฉลี่ยเพียงครึ่ง กก./เหง้า  อินทรียวัตถุในดินจะถูกนำออกไป 2500 กก.ต่อไร่ แล้วในดินจะเหลืออะไรเล่าครับ อย่างเก่งก็ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ถุง 50 กก.   และยิ่งเอาแต่พ่นน้ำหมักโดยไม่ใส่ใจทางดินเลย ไม่กี่ปีหรอกครับปลูกกระเพราก็ยังไม่รู้จะขึ้นหรือไม่ ดังนั้นผมจึงไม่แนะนำครับ ถ้าท่านเป็นเกษตรกรอาชีพ เพราะในอนาคตท่านจะต้องกลายเป็นเกษตรหมดอาชีพแน่นอน

     ผมกลั้นใจตอบให้จนหมดทุกข้อแล้วครับ จริงๆแล้วไม่อยากไปยุ่งเลย กลัวเขาโกรธ ทำงัยได้ ถามมาก็ต้องตอบ เมื่อไปประชุมที่ ม.กำแพงแสนก็คุยเรื่องนี้กันบนโต๊ะกินข้าวกับ ดร.เชาวลิต ฮงประยูร รองอธิการบดี และท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ปิยะ ดวงพัตรา ก็ได้แต่แสดงความเป็นห่วง ไม่รู้อนาคตผืนดินที่ใช้ในการเกษตรจะเป็นอย่างไร ดีที่สุดตอนนี้ได้แต่สวดมนต์ครับ

สรรเสริญ

     

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ วันที่ตอบ 2011-01-18 12:43:10


ความเห็นที่ 2 (1528043)

ผมก็ดูรายการทีวีวันนั้นครับอาจารย์ มีความเห็นอย่างอาจารย์เลย คนกลุ่มนี้นอกจากซื้อ ใบมัน ยังซื้อเหง้ามันไปทำถ่าน ยังทำน้ำส้มควันไม้ด้วย บอกว่ากำจัดเพลี้ยได้ แทนปุ๋ยได้ หมู่บ้านผมเคยโดนเถ้าแก่ลานมันพาไปฟังบรรยาย และหัดทำเชื้อราไตโคเดอม่า ด้วยข้าวสุกเขาบอกว่าเอามาแช่ท่อนพันธุ์แล้วฆ่าเพลี้ยแป้งได้ แต่พอผมไปฟังอาจารย์บรรยายที่หนองปรือบอกไม่ได้ผมเลยงง ใครถูกใครผิดกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อมาหัดทำได้แล้วแช่ท่อนพันธุ์มันเป็นอีก เลยไม่รู้ว่ามันมาจากของเราหรือมาจากข้างๆ เลยหมดศรัทธาครับ หลอกทั้งนั้น ยายแอ้วที่ออกทีวีผมก็รู้จัก เคยพาคนไปซื้อต้นที่อู่ทอง เขาเอาต้นที่อื่นมาขายไม่ใช่ของเขาหรอก ของเขาเพลี้ยกินหมด ขายแพงด้วย

คนเลาขวัญ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนเลาขวัญ วันที่ตอบ 2011-01-19 21:19:32


ความเห็นที่ 3 (1528084)

ไตรโคเดอร์ม่า (ราเขียว) เป็นเชื้อราที่มีประโยชน์ครับ แต่ต้องใช้ให้ถูกทาง คุณสมบัติของมันคือ ใช้กับโรคพืช เช่น รากเน่า โคนเน่า ครับ และเท่าที่ผมอยู่ในวงการเกษตรมาจนแก่ปูนนี้ก็ยังไม่เคยเห็นงานวิจัยที่ไหนในโลกว่ามีคุณสมบัติในการกำจัดแมลง ถ้าใครมีผลงานวิจัยช่วยส่งให้ด้วยครับนึกว่าเป็นวิทยาทาน ส่วนเรื่องอื่นไม่ขอวิจารณ์ครับเพราะเป็นการค้าทั้งนั้น แต่ที่แน่ๆคือโครงการเช่นนี้ ผู้ใหญ่ในธนาคารเพื่อการเกษตรน่าจะลงมามองบ้าง เห็นสนับสนุนแต่สิ่งที่แทบมองไม่เห็นทางเป็นไปได้เลย ลองกลับไปทบทวนบ้าง โครงการมันฯ 30 ตันที่ ธกส.จัดประชุมสัมมนาส่งเสริมการปลูกและปล่อยกู้แถวๆภาคอีสาน เกษตรกรกู้ไปทำแล้วส่งหนี้หมดหรือยัง และทำได้หรือไม่อย่างไรผลน่าจะออกมาแล้ว อย่าทำเพียงเพื่อชักจูงให้เกษตรกรกู้ๆและกู้ เพื่อผลงานที่ได้ปล่อยกู้โดยไม่รับผิดชอบเลยครับ โครงการแต่ละโครงการน่าจะมีการสกรีนบ้าง ทีวีที่เผยแพร่ก็น่าจะมีจรรยาบรรณบ้าง เพราะผลที่ตามมาถ้ามีคนเชื่อเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จะมีคนจนเพิ่มขึ้นแน่นอน และผลกระทบระยะยาวเมื่ออินทรียวัตถุถูกนำออกไปจากดินมากๆดินที่เคยเหมาะสมกับการเกษตรก็จะเปลี่ยนไป แล้วใครจะออกมารับผิดชอบ สงสารแมลงเม่าอย่างเกษตรกรตาดำๆ ที่หวังรวยบนความฝัน ล้มเหลวไปแล้วก็พูดไม่ได้ เพราะยังต้องพึ่งการกู้อยู่ เพราะอย่างน้อย ดอกเบี้ยก็ถูกกว่าเถ้าแก่  พอได้แล้วครับ แค่นี้ก็จนพอแล้ว

สรรเสริญ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ วันที่ตอบ 2011-01-20 06:54:14


ความเห็นที่ 4 (1530401)

 เรียน อาจารย์ ครับ

ผมติดตามอ่านการตอบกระทู้ของอาจารย์มาเรื่อยๆ ครับ ชอบที่อาจารย์ตอบครับ ตรง และบนพื้นฐานความจริงดีครับ ผมจะได้นำไปพัฒนาได้ถูกทางครับ 

ขอบคุณมากๆ ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ตง วันที่ตอบ 2011-02-03 13:19:20


ความเห็นที่ 5 (1531485)

เรียน อาจารย์ครับ

อยากฝากเตือนคนที่จะแช่ท่อนพันธ์ด้วยน้ำหมักขี้หมู อยากจะให้ทดลองดูก่อนถ้าเกษตรกรท่านใดทำไม่เป็นถ้าท่านมีลูกหลานเรียนมัธยมระดับ ม.3 หรือ ม.ปลาย ขึ้นไป ขอแนะนำให้ท่านให้ทุนเขาทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เปรียบเทียบกับตัวแปรอื่นๆดูเด็กเขาจะรู้วิธี เพราะสมัยเรียนผมก็เคยทำโครงงานวิทยาศาสตร์มาก่อนใช้หลักการเดียวกัน  ที่ผมฝากเตือนเพราะผมได้ทดลองปลูกมันพันธ์เกษตรศาสตร์50 จำนวน 6ตัวอย่าง แบ่งออกเป็น2 ชุด ตัวแปรควบคุม คือดินปลูกชุดเดียวกัน ท่อนพันธ์ พันธ์เดียวกัน ขนาดใกล้เคียงกัน ให้น้ำเหมือนกัน ปลูกพื้นที่ติดกันเพื่อให้รับแสงแดดเท่ากัน ตัวแปรที่แตกต่างกันคือ ชุดแรก3 ท่อนแช่ด้วยน้ำหมักขี้หมู ใช้ขี้หมูแห้ง 1กิโล ผสมน้ำ 3 ลิตร แล้วแช่ท่อนพันธ์ 24 ชั่วโมง แล้วนำมาปลูก ลึกประมาณ10 ซม. ชุดที่2 ไม่ต้องแช่ท่อนพันธ์ นำมาปลูกเหมือนชุดที่ 1 ทำการทดลองปลูก22 วัน

ผลการทดลอง  งอกทั้งหมด ความสมบูรณ์ของใบชุดที่แช่ขี้หมูใบงามและสูงกว่าไม่แช่อย่างเห็นได้ชัด (แอบปลื้ม) พอถอนดูราก ชุดที่1 ที่แช่ขี้หมูใบงามแต่รากกับน้อยมาก 2 ท่อน แรกมี10 และ12 ราก อีกท่อน 5 ราก รากหงิกงอ ที่แผลตัดเป็นเชื้อรา

ส่วนตัวอย่างที่2 ไม่ได้แช่ขี้หมู งอกทั้ง3ต้น ใบไม่งามเท่าชุดที่1 แต่พอถอนรากเยอะมาก ท่อน1 27 ราก ท่อน2 32 ราก และ34 รากตามลำดับ ความยาวรากประมาณ 7 ซม.

สรุป ชุดที่1 แช่ขี้หมูใบงามอาจเกิดจากการดูดน้ำที่มีธาตุอาหารจากขี้หมู สาเหตุที่รากน้อยและหงิกงออาจเกิดจากเชื้อราหรือเชื้อโรค(ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเชื้อราหรือเชื้อโรคชนิดใด)

ชุดที่2 รากงอกดี ไม่มีเชื้อราหรือเชื้อโรคที่รอยตัด 

จากการทดลองนี้ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าการแช่ท่อนพันธ์ด้วยขี้หมูไม่ดี อาจจะแช่ผิดวิธี แช่นานเกินไป ตัวอย่างการทดลองน้อยเกินไป ข้อสังเกตุ ถ้าหากสามารถควบคุมเชื้อโรคหรือเชื่อราที่เป็นโทษได้เชื่อว่าการทดลองน่าจะออกมาในทางที่ดี หากใครหรือต้นตำหรับที่แนะนำให้ใช้มีวิธีการที่สามารถควบคุมเชื้อโรคในน้ำหมักขี้หมูได้ช่วยแนะนำด้วยครับ

การเสนอความเห็นนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความน่าเชื่อถือของบทความหรือผู้ที่แนะนำให้ใช้น้ำหมักขี้หมูเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพราะดูจากเจตนาแล้วล้วนหวังดีต่อพี่น้องเกษตรกรทั้งสิ้น และถ้ามีข้อพึงระวังในการใช้งานก็ขอให้แจ้งต่อพี่น้องเกษตรด้วยจะได้ระมัดระวังในการใช้งาน

ขอความเห็นเพิ่มเติมจากอาจารย์ด้วยครับ คิดว่าจะทดลองอีกครั้งและเก็บข้อมูลละเอียดกว่านี้ครับ

ยุทธนินทร์

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นายยุทธนินทร์ ทับไธสง (yutanin-dot-t-at-egat-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2011-02-11 09:30:26


ความเห็นที่ 6 (1531511)

คุณยุทธนินทร์ครับ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ได้ช่วยให้ความรู้ อย่างน้อยก็เป็นจุดประกายเล็กๆให้เกษตรกรผู้สนใจได้นำไปใช้ในเชิงประกอบเมื่อมีการปฏิบัติ การทดลองเป็นสิ่งจำเป็นมาก ทุกทฤษฎีต้องมาจากการทดลองทั้งสิ้น แต่ต้องมีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนนิ่งจึงจะนำมาเป็นทฤษฎีหรือแนวทางปฏิบัติได้  ดูจากคำพูดและการอธิบาย คุณเป็นคนมีวุฒิภาวะ และมีการเสียสละเวลาที่จะพิสูจน์สิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ สิ่งนี้เท่านั้นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่ผมใช้คำพูดนี้มานานแสนนาน การทดลองหรือทดสอบหรือวิเคราะห์แล้วแต่จะเรียก ที่สุดแล้วเพียงเพื่อต้องการผลที่เป็นจริงเท่านั้น คุณมาถูกทางแล้วครับ แต่ขออย่าหยุดเพราะผลที่ออกมายังต้องการความนิ่งของการวิเคราะห์ นั่นหมายถึงทำอีกและทำอีก  ทำให้มากกว่าที่เป็นอยู่ครับ คุณอาจเป็นที่พึ่งของเกษตรกรที่ยากจนต่อไป ผมขอแนะนำให้ทำแปลงวิจัยเล็กๆครับ ถ้ามีที่พอ ไม่ต้องมาก สักแปลงละ 3 x 8 เมตร หรือ 24 ตารางเมตร ในแต่ละตัวอย่าง เพราะจะได้ผลมากกว่าการทดลองเพียงไม่กี่ท่อน ควรปล่อยให้เขาได้รับแสงหรือบังแสงกันโดยธรรมชาติครับ  และควรมีการทดลองที่เกษตรกรสามารถนำไปทำได้ เช่น การปลูกโดยวิธีธรรมชาติด้วย เพราะน้อยมากที่เกษตรกรจะมีความพร้อมในการปลูกในระบบให้น้ำหรือน้ำหยด หรืออาจมีศักยภาพพอที่จะทำ แต่พื้นที่และแหล่งน้ำไม่อำนวย เป็นต้น

การแช่ท่อนพันธุ์ก่อนนำไปปลูก จะทำให้อย่างน้อยต้นพันธุ์ได้น้ำที่คุณแช่ซึมเข้าไปในไซเลมและในตัวของมันเอง เมื่อตาข้างแตกออกเป็นใบ สามารถใช้น้ำและความชื้นในท่อนพันธุ์ได้เลยจึงดูเสมือนว่าใบจะงามกว่า แต่ต้องขึ้นอยู่กับตัวเก็บความชื้น(ท่อนพันธุ์)มีมาก(ยาว)เพียงไร เมื่อใบคลี่รับแสง รากใต้ดินงอก ธาตุอาหารจากรากจึงจะเคลื่อนขึ้นไปที่ใบเพื่อปรุงอาหาร  นี่เป็นระบบโดยธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว ผมเองจะยังไม่พูดเรื่องธาตุอาหารในท่อนพันธุ์ที่แช่ด้วยน้ำหมักดังกล่าว เพราะถ้าทางดินไม่มีการจัดการเรื่องธาตุอาหารให้เหมาะสมแล้ว ไม่นานถ้าธาตุอาหารในท่อนพันธุ์(ที่คิดว่ามี)หมดลง ก็จะเห็นว่าพืชแสดงอาการขาด แต่ที่แน่ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชหัว ต้องการรากมากที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก และจะแบ่งหน้าที่รากบางส่วนเป็นรากสะสมอาหาร(หัว)ภายหลัง ถ้าผลออกมารากน้อยนั่นหมายถึงหัวก็จะน้อยไปด้วย "นี่คือหลักความจริง"

ผมเห็นด้วยกับคุณเรื่องความปนเปื้อนของเชื้อราบางชนิด ในหนึ่งลิตรของน้ำหมักที่คุณแช่ อาจมีจุลินทรีย์หรือเชื้อราเป็นล้านๆ เซลล์ ทั้งดีและไม่ดีรวมอยู่ด้วยกัน แล้วเราจะคัดแยกอย่างไร ด้วยวิธีการใด ถ้าทำไม่ได้แล้วผลจะออกมาอย่างไร...เพราะการตัดท่อนพันธุ์มันเป็นแผลที่ต้องการความสะอาดโดยเฉพาะจุดที่จะแตกราก (เพริไซเคิล) ถ้าคัดแยกไม่ได้มิสู้แช่น้ำเปล่าๆไม่ดีหรือ...สะอาดกว่าด้วย

ตัวอย่างที่ 2 ของคุณนั่นแหละคือความจริงครับ ต้นพันธุ์สด อายุเหมาะสมที่จะทำพันธุ์ ไม่มีโรคหรือแมลงในต้นพันธุ์ คุณแทบไม่ต้องใช้สารเร่งอะไรเลย และถ้าคุณแช่น้ำก่อน (น้ำธรรมดาๆ) ใบก็จะแตกสวยเหมือนกัน แต่ที่สำคัญรากจะมีมากกว่าจากสาเหตูที่ท่อนพันธุ์สะอาดกว่า หลังจากมีใบมีรากแล้วจึงให้ปุ๋ยเคมีทางดินเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบเติบโตต่อไป

การแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูกผมเองกับเพื่อนนักวิชาการ (ขณะนี้ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญพืชทดแทนพลังงาน "มันสำปะหลัง"ของกรมวิชาการเกษตร) ได้แนะนำมานานแล้วแต่เกษตรกรไม่ค่อยใส่ใจกัน เพิ่งจะมาเชื่อก็เมื่อไม่นานมานี่เอง เพราะเพลี้ยแป้งมันสร้างความเสียหายให้ แต่ก็ยังเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เรียกว่าความดื้อที่เกาะกินมาตั้งแต่เกิดมีมากกว่าเหตุผล แม้แต่นักวิชาการบางคนที่ออกมาตามกระแสบอกให้ชุบท่อนพันธุ์ก็จะโดนผมเบรคไปบ้าง ว่าพฤติกรรมและความหมายมันต่างกันระหว่างการชุบและการแช่ และที่แนะนำคือให้แช่สารกำจัดแมลงในตาท่อนพันธุ์ พูดไปแล้วก็ต้องขออภัย ส่วนเรื่องอื่นๆที่ตามมาเพียงผลพลอยได้รอง เพราะการแช่สารคือการทำให้ท่อนสะอาดปราศจากแมลงหรือสิ่งปนเปื้อน แต่ถ้าแช่แล้วไปเพิ่มการปนเปื้อน ผมว่าเกษตรกรต้องคิดใหม่แล้วละ ว่าจะหยุดปลูก เปลี่ยนพืช หรือจะไปต่อทั้งๆที่ไม่มีความมั่นใจว่าอนาคตจะอยู่ตรงไหน

ขอบขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ ผมมองหาคนอย่างคุณมานานแล้ว ผลการทดลองออกมาอย่างไร อย่าลืมนำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน เป็นแนวทางให้เกษตรกรที่ส่วนใหญ่ยังมืดมนคลำหาทางสว่างไม่เจอ เว็บบอร์ดนี้ยินดีต้อนรับสิ่งที่เป็นประโยนช์เช่นนี้เสมอครับ ขอบคุณอีกครั้ง

สรรเสริญ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ วันที่ตอบ 2011-02-11 10:53:05


ความเห็นที่ 7 (1533506)

ตอนนี้กำลังจะหาซื้อพันธุ์มันมาปลูกค่ะ  เป็นมือใหม่ไม่เคยทำการเกษตรเลย  ได้ข่าวว่ามีพันธุ์เกล็ดมังกรจัมโบ้ที่จ.สกลนคร 

แต่รู้สึกว่าพันธุ์จะแพงมาก  15-20  บาท  แต่สงสัยจังเท่าที่ศึกษาจากเวปไซด์ต่าง ๆ ที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ  ไม่มีชื่อพันธุ์นี้เลย

หรือว่าจะเป็นพันธุ์เดียวกับระยอง  หรือห้วยบง  แต่เรียกไม่เหมือนกันค่ะ  ใครมีข้อมูลหรือเคยปลูกแล้วได้ผลบ้างกรุณาแจ้งให้ทราบด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง  เพื่อน ๆ ก็เตือนว่าระวังเขาหลอกขายลำมันนะ  ก็เลยคิดว่าหลอกก็หลอกลองดูสักที  ยังไง ๆ ก็คงจะเป็นหัวมันอยู่หรอก  ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พันธุ์ที่ดีจริง

ผู้แสดงความคิดเห็น hnoodang (hnoodangknondee-at-hotmail-dot-come)วันที่ตอบ 2011-02-26 15:33:08


ความเห็นที่ 8 (1533610)

ตอบคุณหนูแดง (ไม่ทราบว่าอ่านถูกหรือเปล่า)

การเริ่มต้นทำการเกษตรทั้งๆที่ยังไม่เคยทำมาก่อนเลยนั้น เสี่ยงครับ โดยเฉพาะคุณเริ่มพอใจแม้จะโดนหลอก ขอเพียงให้ได้ทำ ผมไม่สนับสนุนความคิดนี้เลยครับ ด้วยความเคารพจริงๆ เพราะมันมีแนวโน้มจะไปไม่รอดตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว มันสำปะหลังถ้าต้องการจะปลูกให้เห็นหัวเพียงอย่างเดียว พันธุ์ทาง (คัดทิ้ง) ก็สามารถปลูกแล้วเห็นหัวได้ครับ ผมขอขยายความให้เข้าใจคำว่า "คัดทิ้ง"พอเป็นสังเขปดังนี้ครับ

ยกตัวอย่าง พันธุ์ห้วยบง 60 มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานพัฒนาโดยมี เจ้าของพันธุ์แม่ คือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นพี่เลี้ยงให้อย่างใกล้ชิด ใช้พันธุ์ของ 2 หน่วยงาน คือ ระยอง 5 ของกรมวิชาการเกษตร และเกษตรศาสตร์ 50 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาผสมกัน ได้ตัวอย่างถึง 900 กว่าตัวอย่าง (เกือบพัน) เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2536 ใช้เวลา ถึง  10 ปีคัดทิ้งทุกปีกว่าจะรับรองพันธุ์ เมื่อ มีนาคม 2546  ทำไมต้องคัดทิ้ง !!!!!!  เหตุผลคือ จะต้องเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลูกง่ายที่สุด มีภูมิต้านทานโรคและแมลงดีที่สุด เก็บเกี่ยวง่ายไม่เสียหาย คุณภาพแป้งและน้ำหนัก ฯลฯ เรียกว่าต้องดีที่สุด ที่สำคัญทั้งคุณภาพแป้งและน้ำหนักต้องชนะ (ดีกว่า)พันธุ์พ่อพันธุ์แม่จึงจะขอจดทะเบียนรับรองพันธุ์ได้ เห็นไหมครับมันทำง่ายเหมือนนักวิชาการขายตรงทำไหมครับ ให้ผึ้งผสมบ้างละ เอาพัดลมไปเป่าเกสรบ้างละ โกหกทั้งนั้นแหละครับ ถ้าจะจับกันจริงๆ ง่ายยิ่งกว่าง่ายเสียอีกครับลองมีเจ้าทุกข์หรือไปแจ้งความว่าเสียหาย ขอกรมวิชาการทดสอบเพียงนำมาปั่นดีเอนเอเท่านั้น ข้อหาจะตามมาเยอะแยะเพราะดันไปเอาของเขามาโดยไม่ได้รับอนุญาตุ  แต่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็พันธุ์ที่ถูกคัดทิ้งแล้วไม่ยอมทำลาย ด้วยเหตุผลทางการค้า ต้นสวย หัวใหญ่ สีต้นแตกต่างกับสายพันธุ์อื่นๆ ฯลฯ สุดท้ายนำไปปลูกแล้วตั้งชื่อเอง รับรองเอง ล้วนแล้วแต่มาจากการคัดทิ้งของหน่วยงานดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น เขาจะต้องทำแม้บางทีหัวมันสดจะใหญ่มาก แต่ต้นพันธุ์ไม่สามารถนำไปขยายต่อได้(เตี้ย เล็ก) หรือต้นพันธุ์สูง ยาว เหมาะแก่การทำพันธุ์แต่หัวไม่ดี ไม่ใหญ่ หรือใหญ่แต่แป้งไม่มี หรือออกหัวแนวดิ่งขุดยาก หรือหัวยาวเป็นแขนจนข้ามร่อง เป็นพันธุ์นิยมที่กำลังเอารูปมาโพสท์ทุกวันนี้แล้วโฆษณาขายต้นละ 15-20 บาท ฯลฯ  การที่หัวมันสดยาวขนาดนั้นหน่วยงานพัฒนาเขาคัดทิ้งเพราะเวลาขุดหัวมันหักเสียหายในดินมาก การใช้เครื่องทุ่นแรงเช่นแมคโคที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านงัด ถ้าหัวยาวๆจะหักเสียหายในดิน แม้การใช้รถไถขุดก็ยิ่งเสียหายมากเข้าไปอีก  หน่วยงานพัฒนา(ที่ถูกกฎหมาย)แต่ละแห่งจึงเน้นที่หัวสั้น ใหญ่ ดก และคุณภาพแป้งเป็นเกณฑ์ ส่วนใครที่ชอบยาวๆ ใหญ่ๆ ถ้าจะไม่ให้เสียหายในดินละก็ ท่านต้องนั่งเอาเสียมขุดเอาเองทีละหลุม กว่าจะหมด 1 ไร่ 1600-2500 หลุม ถ้าทำ 10 ไร่ขุดกันไปเลยทั้งชาติ... คนอื่นเขาคงปลูกกันไปหมดทั้งหมู่บ้านแล้ว และที่สำคัญต้องขุดเองเพราะไม่มีใครรับจ้างขุดให้แน่ ราคาพันธุ์ของหน่วยงานพัฒนาเช่นกรมวิชาการต้นละไม่เกิน 1.20-1.50 ครับ ถ้าบวกค่าตัดมัด ขึ้น ลง ขนส่งไม่น่าจะเกิน 2 บาทหรือ 2.50 ขึ้นอยู่กับระยะทางจากแหล่งมาบ้านท่าน

เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อเถอะครับ แล้วจะไม่ต้องมานั่งประนามตัวเอง รู้งี้เดินให้รถสิบล้อเฉี่ยวเล่นให้สัมผัสลมเย็นๆยังได้ความรู้สึกกว่าเป็นไหนๆ โบราณบอกแม้แต่จิ้งจกทักยังต้องถอย นี่เพื่อนๆที่เป็นคนทักยังจะเดินหน้าต่อก็คงต้องปล่อยไปตามกรรม แต่ถ้ามีเงินให้เขาหลอกได้ก็ทำไปตามความปราถนาเถอะครับมันสะใจดี เพราะคงห้ามกันไม่ได้

สรรเสริญ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ วันที่ตอบ 2011-02-27 17:18:38


ความเห็นที่ 9 (1552652)

อาจารย์ครับขอคำแนะนำเพื่อเป็นวิทยาทานหน่อยการปลูกมันสัมปะหลังที่เกษตรกรปลูกกันทุกวันนี้มันคุมทุนบ้างหรือเปล่าหรือแค่ปลูกเพื่อไม่ให้ที่ดินว่างหรือไม่ให้ตัวเองว่างงานเพราะผมยากจะอยู่ในความเป็นจริง เพราะในโลกปัจจุบันที่มีแต่ผู้หาผลประโยชน์หลอกลวงให้ตัวเองและพวกพ้อง แต่เกษตรกรที่ถูกยกย่องว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติยังยากจน

ผู้แสดงความคิดเห็น สถาพร ลูกเกษตรกรโดยกำเหนิด (sangwan_989599-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2011-06-17 15:22:20


ความเห็นที่ 10 (1553641)

ตอบคุณสถาพรครับ

ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ตอบช้าไปนิดหนึ่ง เพราะช่วงนี้งานยุ่งมาก มีทั้งบรรยาย ทั้งต้องช่วยทำโครงการ 84 ปีปลูกป่าให้พ่อของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกาญจนบุรี และโครงการฝายในหลวงของจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี โครงการทั้งสองที่กล่าวมาผมเองมีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา และผมเป็นเจ้าของโครงการ "ฟื้นฟูแผ่นดินแม่" ซึ่งเป็นห่วงโซ่ที่แยกกันไม่ได้ เพราะการฟื้นฟูแผ่นดินที่เสื่อมโทรม บอบช้ำจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ที่เอาแต่ใช้โดยไม่ปรับปรุง ไม่มีการอนุรักษ์ ให้ฟื้นกลับมาเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งเช่นสมัยปู่ย่าตายาย ซึ่งผมเองมองว่าเป็นทางเดียวที่จะลดต้นทุนการปลูกพืชลงได้ เพราะยังมองไม่เห็นทางอื่นเลย ค่าแรงก็พยายามตั้งเอาไว้เพื่อแลกคะแนนเสียงเสียจนสูงลิบ ปุ๋ยเคมีมองไม่เห็นทางว่าจะลด น้ำมันไม่เห็นมีทางว่าจะลงแล้วมันจะลดต้นทุนได้อย่างไร ผมจึงมุ่งทำโครงการนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนได้รับรู้ว่ามันยังมีทาง และความสำเร็จมันอยู่ที่ทุกคนอยู่ที่ตัวเราเท่านั้น แต่การจะฟื้นฟูแผ่นดินที่แห้งแล้งให้คืนความสมบูรณ์นั้นมันจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต้องมี "น้ำ" มีความชื้น และจะมีน้ำที่จะมาสร้างความชื้นได้ แน่นอนจะต้องมี "ป่า" ผมจึงบอกกับท่านว่ามันเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน อย่างชนิดที่เรียกว่าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้

คำถามว่าคุ้มทุนหรือไม่ ต้องตอบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีความหวังอันดับแรกคือทำแล้วต้องคุ้ม ที่สำคัญทำแล้วต้องรวย หลุดพ้นจากความยากจน ตรงนี้จึงง่ายแก่การโดนชักจูงไปในทางที่ผิด เพราะความโลภ ความหลง  สุดท้ายก็ขาดทุน เพราะต้นทุนที่สูงมากจนผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มกัน.. 80 %เป็นอย่างนั้น.. รองลงมาคือขอให้ได้ทำก็สามารถมีสิทธิได้ "กู้เงิน" ในรูปแบบต่างๆ แหล่งเงินกู้ต่างๆ ทั้งในและนอกระบบ เรียกว่าทำเพื่อให้เป็นหลักประกันให้กู้เงินได้ สร้างหนี้ได้ เงินที่กู้มาได้แทนที่จะใช้จ่ายเรื่องการปลูกพืช กลายเป็นรถยนต์ มอเตอร์ไซด์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ มากกว่าการนำมาใช้ด้านการปลูกพืช เช่น ไม่ใส่ปุ๋ยโดยคิดว่าปุ๋ยไม่จำเป็น เดี๋ยวเทวดาก็ประทานมาให้เมื่อฝนตก  ใช้สิ่งที่คิดเอาเองว่าดี เช่นน้ำหมัก หรือฮอร์โมนทำเอง ว่ามันจะทดแทนได้มาใส่ เพราะทำเองถูกกว่า สุดท้ายพืชไม่มีธาตุอาหารพอเพียงผลผลิตจึงไม่ได้ตามที่ต้องการ ขาดทุน และที่สำคัญผ่านๆมาไม่เคยมีการบันทึกต้นทุนและผลผลิตเลย จึงไม่รู้ว่าปีหนึ่งๆขาดทุนหรือได้กำไร นี่คือวังวนที่เกษตรกรไทยกำลังเป็นอยู่ การไม่ยอมรับสิ่งที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่าความเป็นจริงจึงไม่มีภูมิหรือความรู้พอที่จะแย้งกลุ่มคนที่จะเขามาหลอกลวง เพราะจะสังเกตุได้ว่าถ้าคนฉลาดความมีรู้ กลุ่มคนพวกนี้จะเข้าไม่ถึง เพราะเขารู้ทัน คุณอยากประสบความสำเร็จลองทำตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านดูซิครับ ผมรับรอง อย่าเอาคำว่า "กระดูกสันหลังของชาติ" ที่เมื่อก่อนมีความหมายและศักดิ์ศรีมากกับพวกเรามาใช้เลย เพราะมันไม่มีความหมายพอสำหรับคนที่มีอำนาจ มีเงิน ในปัจจุบัน คนพวกนี้จะยกย่องเรา ยกมือไหว้เรา หรือทำได้แม้แต่กราบเท้าเรา ถ้าจะไปเลือกให้เขาได้เข้ามามีอำนาจ มีทางโกงกิน สร้างฐานะ หลังจากเขาได้มาแล้วเป็นอย่างไรคงรู้นะครับ..

ลองทำง่ายๆไม่ซับซ้อนตามผมดูนะครับ

ค่าไถไร่ กี่ครั้งกี่บาท บันทึกเป็นต้นทุน...  ค่าปุ๋ย ค่าสารต่างๆ บันทึก.. ค่าการจัดการ ค่าแรงงาน บันทึก...เรียกว่าทุกอย่างที่ลงทุนบันทึกให้หมด เอามารวมให้หมด และถ้าอยากรู้ต้นทุนต่อไร่ เอาพื้นที่ๆปลูกกี่ไร่มาหารต้นทุนรวม จะได้ตัวเลขต้นทุนออกมาต่อไร่ เมื่อถึงเวลาเกี่ยว ขายผลผลิตได้เท่าไรเอามาตั้ง แล้วลบด้วยต้นทุนทั้งหมด ก็จะรู้ว่าขาดทุนกำไรเท่าไร

อยากรู้ผลผลิตต่อไร่ก็เอาผลผลิตทั้งหมดที่ได้มาตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนไร่ที่ปลูก ผลลัพท์ออกมาคือผลผลิตต่อไร่  (ตรงนี้เกษตร กร 90% ไม่ทำ พอถูกถามก็ยกเมฆว่าได้เท่านั้นเท่านี้ เขาจึงไม่รู้ว่าที่ทำไปนั้น มันขาดทุน เขารู้แต่ว่าทุกปีมันก็เป็นอย่างนี้เพราะต้องใช้หนี้คืนทั้งต้นและดอกเบี้ย) สิ่งนี้แหละครับที่เป็นคำตอบว่าทำไม "เกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติยังยากจน"

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ วันที่ตอบ 2011-06-23 08:11:14


ความเห็นที่ 11 (1554245)

อ.สรรเสริญ สู้ๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนขอนแก่น วันที่ตอบ 2011-06-25 14:06:44


ความเห็นที่ 12 (1558058)

.สรรเสริญ

        ในที่ต่างๆในเวลานี้ มักจะมีคนแอบอ้างตลอดว่า มีวิธีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังที่มีการ ชักชวนให้เกษตรกรเลิกปลูกอ้อย เลิกปลูกพริก หันมาปลูกมันสำปะหลังตลอดเวลา   บางคนเป็นถึงอดีต ส.ส. มาชักชวนเองอีกต่างหากโดยให้สมัครเป็นสมาชิก     แล้วเมื่อไหร่ เกษตรกรจะได้รับความรู้ที่แท้จริง    การศึกษาและการวิจัยที่ดีและถูกทาง ไม่ต้องถูกหลอก เจ็กลากไปไทยลากมา ( ต้องขออภัยถ้ากระทบใครผู้ผลิตที่เป็นขั้นแรกของการผลิตยังจนอยู่ที่เดิม

ผู้แสดงความคิดเห็น คนหนึ่งที่สำนึกในบุญคุณของชาวนาไทย วันที่ตอบ 2011-07-14 22:45:06


ความเห็นที่ 13 (1565269)

ผมขอแสดงความคิดเห็นบ้างครับอาจไม่ถูกใจอ.สรรเสริญผมว่ามันได้ผลนะครับน้ำหมักขี้หมุนี่ผมปลูกมันมาตั้งแต่จำความได้ผมว่าใช้แล้วมันได้ผลครับอาจไม่เท่าที่โฆษณาแต่ก็ถือว่าคุ้มจาก3-4ตันก็ตกเกิบ10ตันก็มี ผมไม่ใชนักวิชาการนะครับไม่รู้ว่ามันมีหรือไม่มีอะไรแต่เขาแนะนำก็ทำตามแต่ต้องขยันหน่อยเท่านั้นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น คนปลูกมัน วันที่ตอบ 2011-08-22 13:03:21


ความเห็นที่ 14 (1565293)

ตอบกระทู้ที่12ครับ

การหาสมาชิกเป็นสิทธิของทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นสออะไรก็แล้วแต่ แต่ทำอย่างไรจะให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่มันสามารถเป็นไปได้ต่างหากเป็นเรื่องที่น่าเอามาคิด ทำอย่างไรจะไม่หลงเชื่อผู้ที่ไม่หวังดีต่างหากเป็นเรื่องที่จะอยู่รอดปลอดภัย ทุกวันนี้ต้องสู้ครับ สู้กับความแห้งแล้ง สู้กับน้ำท่วม สู้กับการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า และสู้กับขบวนการเครือข่ายต่างๆ ต้องใช้วิจารณญาณก่อนการตัดสินใจครับ เพราะมันสำปะหลังมีขีดจำกัดที่ผลผลิตอยู่แล้ว เกินความเป็นจริงไปมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้วครับ อดีต สส.ที่คุณว่าเขาก็หากินเหมือนกัน พอตกงานก็ต้องกินข้าว ต้องใช้เงิน เขาเห็นว่ามันอาจเป็นอาชีพ หรือช่วยแล้วอาจจะเป็นผลพลอยได้จากฐานเสียงในคราวต่อไปเขาก็ทำ บางทีเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเครื่องมือของใคร หวังเพียงช่วยเหลือเพื่อเป้าหมายดังกล่าว

กระทู้ที่ 13

คนปลูกมัน ชื่อนี้คุ้นๆ แต่ก็ช่างเถอะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอให้อ่านกระทู้ต่างๆของผมที่ตอบเกี่ยวกับน้ำหมักขี้หมูให้ดีก่อนนะครับว่าผมห้ามหรือเปล่า แต่ถ้าติติงเรื่องที่มันโอเวอร์ว่าจะได้ 17 ตัน 20 ตันโดยน้ำหมักขี้หมูอย่างเดียวนั้น ผมแย้งแน่นอน เพราะทำวิจัยมาด้วยกันกับเจ้าของวิธีการนี้แล้ว ในนั้นมันมีอะไรที่จะทำให้มันสำปะหลังได้ผลผลิต 17-20 ตันครับ ลองให้ลูกเรากินแต่น้ำ หรือ กินข้าวกับเกลือดูซิครับ ลูกอาจไม่ตาย แต่การเจริญเติบโตจะไม่เป็นอย่างที่หวังแน่นอน

ส่วนคำว่าได้ผล "บางทีตกเกือบ10 ตันก็มี"แสดงว่าไม่สม่ำเสมอและไม่ถึง 10ตัน  แต่ก็เอาเถอะ ลองทำอย่างนี้ดูนะครับ แบ่งที่เป็น 3 แปลง  แปลงที่ 1 คุณทำอย่างที่เคยทำ ส่วนแปลงที่ 2  ให้น้ำธรรมดา ไม่ต้องให้น้ำหมักขี้หมู  แปลงที่ 3 รองพื้นด้วยปุ๋ยคอกที่ไม่ใช่ขี้หมู จะเป็นขี้ไก่ ขี้วัวก็ได้ แล้วให้น้ำ คุณจะเห็นความแตกต่างชัดเจน ว่าน้ำหนักแปลงขี้หมูกับน้ำหนักแปลงที่ให้น้ำธรรมดาจะใกล้เคียงกัน แต่แปลงที่ 3 มีปุ๋ยคอกรองพื้นและให้น้ำ น้ำหนักจะกระโดดจากที่คุณบอกอย่างน้อยเพิ่มขึ้น 1-2 ตัน และอาจมากกว่า 3-4 ตัน ถ้าคุณใส่ปุ๋ยเคมีระยะที่มันอายุ 45-60วัน สาเหตุมากจากการไม่ทิ้งใบของมัน การสร้างหัวการขยายขนาดหัวจึงเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดอายุ 12 เดือน ผิดกับการปลูกให้เทวดาเลี้ยง พอดินหมดความชื้น ทิ้งใบ ก็จะหยุดการเจริญเติบโตทันที ยืนรอเวลาขุดเท่านั้น

ผมเห็นด้วยที่ต้องขยัน เพราะถ้าขี้เกียจคุณคงไม่เห็นผลผลิตดังที่คุณบอก มันสำปะหลังเพียงไม่ให้ถูกวัชพืชคลุมได้ ผลผลิตจะต่างกันเป็นตันครับ และถ้าคัดท่อนพันธุ์ตามเกณฑ์ที่ผมแนะนำ ปักมันให้ถูกวิธี (วิธีของผมไม่ใช่ปักเอียงปักเฉียงจนต้องวัดองศาหรอกครับ) ปักมันตรงๆนั่นแหละ แต่ต้องปักให้มันอยู่ลึกสักหน่อย(หนึ่งในสามของความยาวท่อนพันธุ์) เพื่อหนีความร้อนหน้าดินขณะกำลังพัฒนารากอ่อน ไม่ใช่จิ้มเอาไว้ผิวดิน ผลผลิตจะกระโดดหนีจากพฤติกรรมเดิมๆ(จิ้ม)เป็นตันโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย มันสำปะหลังระบบการให้น้ำสามารถให้ผลผลิตได้ 13-15 ตันครับ ขึ้นอยู่กับดินและคุณใส่ปุ๋ยให้เขาหรือไม่ แต่มากกว่านั้นสำหรับผมยังฝันอยู่.. คนอื่นจะเป็นอย่างไรต้องบอกว่าช่างเขาครับ 

มันสำปะหลังแม้คุณให้เพียงเอาน้ำธรรมดาไปพ่นที่ใบ พ่นเดือนละครั้ง หรือสองครั้ง มันมีผลครับ แต่ถามว่าคุณจะตั้งหน้าตั้งตาพ่นได้ตลอดไปหรือไม่เพราะมันโตแล้ว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าให้ทางดิน ได้ผลมากกว่าครับ ผลผลิตที่ได้ก็จะมีคุณภาพกว่าด้วย มิใช่ในหัวมีแต่น้ำไม่มีแป้ง หรือมีก็ต่ำจนลานไม่อยากจะซื้อ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-08-22 15:43:15


ความเห็นที่ 15 (1580562)

ผมไม่ทราบว่า อ.สรรเสริญ นี่เป็นใคร แต่การที่แอนตี้ ข้อมูลวิชาการที่ อาจารย์ ม.เกษตร ที่กำแพงแสน ได้ มอบให้เกษตรกรลูกค้า ธกส. โดยไม่เคยไปสัมผัสเกษตรกรเหล่านั้นเลย ก็คงเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง พวกนักวิชาการในห้องแอร์ มีอยู่มากมายในประเทศเรา เกษตรกรจึงต้องเป็นทาสชาวต่างชาตฺไปตลอดชีวิต ผมต้องการปลดแอกความเป็นทาส ของลูกค้า ธกส ให้กินดีอยู่ดีขึ้น โดยสอนให้ผลิตพืชโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ก็มิได้ละเลยวิธีการปรับปรุงดินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการโดยสอนให้ผลิตพืชโดยมีการรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกหรือการปลูกปุ๋ยพืชสดแล้วไถกลบ การเตรียมดินที่ถูกต้อง การเลือกท่อนพันธุ์ การตัดท่อนพันธุ์ การใช้ระยะปลูกที่เหมาะสม ส่วนผลผลิตที่ได้จะเป็นกี่ตันนั้นเราไม่ได้ให้ความสำคัญ เราอยากให้เกษตรกรได้มีเงินเหลือเพิ่มขึ้นจากที่เคยทำการผลิตแบบเดิมๆคุณควรลงไปตรวจสอบดูให้แน่ใจเสียก่อนว่าเกษตรกรที่เราส่งเสริมเขามีความรู้สึกอย่างไรกับความรู้ที่ได้รับนี้ ในธกส.เองก็มีพวกทาสรับใช้บริษัทปุ๋ย อยู่เยอะ โดยเฉพาะพวกผู้บริหารระดับสูงบางคน และพวกบอร์ดที่รับใช้บริษัทปุ๋ยบางคน คอยขัดขวางไม่ให้เราทำงานนี้ต่อไป แต่เขาเหล่านั้นก็ต้องพ่ายแพ้ต่อเสียงเรียกร้องของเกษตรกรที่ต้องการให้เราช่วยเหลือพวกเขาอย่างต่อเนื่อง   พวกเราทำงานหนัก เพราะการเปลี่ยนความคิดของชาวบ้านให้ปรับเปลี่ยนการผลิตอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการนั้นมันแสนยาก ถ้ามันง่ายป่านนี้เกษตรกรคงใช้ระยะปลูกที่ไร่ละ 2500 ต้นกันหมดแล้ว คงไมีมีใครปลูก 5-6000 ต้นอย่างที่อ.สรรเสริญบอกหรอก เพราะคุณก็รู้ว่าแค่ขยายระยะปลูกมันก็ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ ผมไม่อยากตอบโต้ใคร แต่หากจะอาศัยความเป็นนักวิชาการ แล้วมาให้ข้อมูลด้านเดียวอย่างที่ตนเองเชื่อ โดยไม่พิสูจน์ข้อเท็จจริง ก็จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด   อีกอย่างหนึ่งเราไม่ได้มาขายของ เราสอนให้เกษตรกรทำเอง เราสอนวิธีตกปลา ไม่ได้เอาปลามายื่นให้ชาวบ้านเหมือนที่หน่วยงานต่างๆชอบทำกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น ขวัญชัย (pininter-at-thaimail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-10-26 21:05:21


ความเห็นที่ 16 (1580664)

เรียนคุณขวัญชัย

สิ่งที่ผมตอบปัญหาไปมันอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้  และก็ไม่ได้แอนตี้ข้อมูลทางวิชาการของใคร โดยเฉพาะข้อมูลของ ม.เกษตรกำแพงแสน ซึ่งผมเองก็คุ้นเคยกับคณาจารย์หลายคนที่นั่น เพียงแต่มันต้องอยู่บนพื้นฐานดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น การเกษตรที่ถูกต้องมันต้องเป็นวิทยาศาสตร์การเกษตร ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ และเห็นได้ด้วยตา มิใช่ไสยศาสตร์การเกษตรที่มีเพียงความหวังว่าจะได้เท่านั้นเท่านี้โดยอาศัยความเชื่อส่วนบุคคล น้ำหมักขี้หมูที่ ธกส.ทำร่วมกับนักวิชาการโดยหวังผล 10ตัน20 ตันด้วยการฉีดพ่นน้ำหมักขี้หมูอย่างเดียวตามกระทู้ที่ถามมา ผมเห็นว่าธาตุอาหารมันไม่พอ ผมก็พูดความจริง ต้องไม่ลืมว่าธาตุอาหารครบ กับธาตุอาหารไม่พอมันต่างกันโดยสิ้นเชิง อาจมีนักวิชาการบางคนพูดว่ามีธาตุอาหารครบทุกตัว ส่วนปุ๋ยเคมี มีเพียงธาตุอาหารหลักหรือรองบางตัวเท่านั้น มันอยู่ที่วุฒิภาวะของคนพูดและคนฟังที่จะสรุป แต่สำหรับผมเองแล้ว ครบแล้วไม่พอ กับไม่ครบแต่เจาะจงให้พอเพียงตามที่มันต้องการย่อมดีกว่า  ธกส.เองก็เคยเชิญผมไปบรรยายที่อุทัยธานี และก็เป็นงานเดียวกับนักวิชาการเจ้าของโครงการที่คุณกล่าวถึงนั่นแหละ ต่อมาผมเห็นว่าหลายๆสิ่งมันไปด้วยกันไม่ได้ ผมจึงปฏิเสธการบรรยาย คุณเองถ้ากินอาหารไม่อิ่มคุณจะโตหรือไม่คุณสามารถตอบได้ ลองเอาน้ำหมักที่ว่าไปวิเคราะห์หาธาตุอาหาร แล้วมาเปรียบเทียบกับความต้องการของพืชเท่าใด นั่นแหละครับคือคำตอบที่เป็นรูปธรรม มิใช่เพียงเอาสีข้างเข้าถูเพียงบอกว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมันแพง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั่นแหละสุดแพงเมื่อเทียบกับหน่วยธาตุอาหารที่ได้ ยิ่งคำถามว่า ผมติดดินหรือไม่ คำถามนี้คุณจะต้องถามคนอื่นครับไม่ใช่ผม ผมเองมีหลักฐานมีภาพถ่ายการลงพื้นที่ทุกอาทิตย์ ทุกเดือนมิได้ขาดตั้งแต่รับผิดชอบงานมานับสิบปี นับหมื่นภาพ มีวันที่และเวลากำกับทั้งหมด ถามคนอื่นดูว่ามีหรือไม่ ผมมีพื้นที่รับผิดชอบในโครงการนับพันไร่ ไม่จำเป็นที่คุณขวัญชัยจะต้องรู้จักผมหรอกครับ เพราะผมเองก็ไม่ต้องการเช่นกัน ถ้าเข้าไปดูภาพกิจกรรมของผมที่สัมผัสเกษตรกร คุณจะรู้ว่าการบรรยายแต่ละครั้งหลายๆร้อยคนข้ามจังหวัดมาฟัง มิใช่ 20 หรือ 30 คนถูกบังคับให้มาฟังเฉพาะคนที่เข้าโครงการ ภาพที่ลงไปเพียงส่วนหนึ่งที่ยังไม่อัพเดทเพราะทีมงานเขายังไม่มีเวลา

ก็ขออวยพรให้คุณสามารถปลดแอกความเป็นทาสเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธกส. ด้วยการสอนให้ทุกคนไม่ใช้ปุ๋ยเคมีครับ แต่ขอยืนยันว่ามันไม่ใช่หลักวิชาการหรือนักวิชาการที่จบสาขานี้จาก ม.กำแพงแสนแน่นอนครับที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือปฏิเสธปุ๋ยเคมี ลองสอบถามไปที่คณะเกษตรดูนะครับ ว่าคำตอบจะเป็นดังที่ผมบอกหรือไม่ มันคงเป็นนิมิตหมายที่ดีของวงการเกษตรไทยเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีเคมีดังที่คุณบอก ภาพที่นำมาลงให้ดู เป็นใครบ้างผมไม่ขออธิบาย แต่ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการสายตรงจริงๆครับยกเว้นนักวิจัยบางท่าน มีทั้งศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านดินและปุ๋ย จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และกำแพงแสน มีทั้งรองศาสตราจารย์ด้านดินและพืชสวน นักวิชาการกรมวิชาการ กรมส่งเสริม และมีผมรวมอยู่ด้วย ในปีนั้นมีการทำวิจัย 4 วิธีการ คือ น้ำหมักขี้หมูรองพื้นและฉีดพ่น โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เป้าหมาย 10 ตันต่อไร่, วิธีการจากปราชญ์ชาวบ้านใช้จุลินทรีย์ 12 ตระกูล เป้าหมาย 30 ตันต่อไร่, วิธีการใช้หินฝุ่นบวกปุ๋ยเคมี เป้าหมาย 8 ตันต่อไร่ และ วิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้นบวกปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินระยะที่สอง ซึ่งเป็นวิธีการของผมเอง เป้าหมายเพียง 7 ตันต่อไร่ ผลที่ออกมาผมไม่ขอกล่าวในที่นี้แต่ขอบอกว่าวิธีการของผมต้นทุนต่ำที่สุดใน 4 วิธี  ที่ไม่บอกเพราะการวิจัยมิใช่ทำเพื่อชัยชนะ แต่จุดประสงค์คือต้องการเอาวิธีการที่ดีที่สุดมาเป็นแนวทางให้เกษตรกรได้นำไปใช้เท่านั้น แต่ถ้าคุณอยากรู้จริงๆว่าผลออกมาอย่างไรโดยเฉพาะสิ่งที่คุณเชื่อมั่นว่าจะปลดแอกความเป็นทาสของเกษตรกรจาก ธกส.ได้ โทรไปถามที่มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยดูครับ ท้ายนี้ผมเห็นด้วยกับคำว่านักวิชาการในห้องแอร์มีอยู่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นตามกระแส เวลามันสำปะหลังมีปัญหาก็ออกมาเอากับเขาด้วยทั้งๆที่ปลูกมันยังปลูกไม่เป็นเลย ข้าวหรืออ้อยมีปัญหาก็ขอมีส่วน  แมลงระบาดมีปัญหาก็เอาด้วย แต่จะมีสักเท่าไรที่เป็นนักวิชาการที่ร่ำเรียนมาในสาขาวิชาที่ตรงกับงานนั้นๆจริงๆ  ในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ มีหลายคณะ หลากหลายสาขาวิชา  เพียงแค่บอกว่าจบจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตร โดยเรียนมาสาขาไหนก็ได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับดินกับพืชเลยแม้แต่น้อย แล้วบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีคนทำตาม หายนะวงการเกษตรกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า เหมือนกับเกษตรกรที่กำลังหลงทาง คลำทางอยู่นั่นแหละครับ

ภาพอนุกรรมการวิจัยการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-10-27 10:03:56


ความเห็นที่ 17 (1584645)

หนูก็กำลังจะเป็นเกษตรกรรายใหม่เหมือนกัน  แต่ไม่มีความรู้เรื่องการปลูกมันสำปะหลังเลย  เลยไม่รู้ว่าท่านได้ถูกหรือผิด  แต่หนูเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าท่านต้องทำด้วยความจริงใจที่จะให้เกษตรกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งสองท่าน  หนูจึงขอขอบคุณแทนเกษตรก่อนไทยทุกคนสำหรับข้อมูลที่ดีของท่าน  และจะนำไปทดลองศึกษาด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สุด  ขอบคุณคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น จอยครฐม (sarinya171-at-windowslive-dot-com)วันที่ตอบ 2011-11-21 15:40:45


ความเห็นที่ 18 (1590704)

 

ผมกำลังจะปลูกมันผมไม่เคยทำมาก่อน แต่คอยดูผมจะปลูให้ได้ไร่ละ  30ตันขอบอก

ผู้แสดงความคิดเห็น จุก วันที่ตอบ 2011-12-29 03:44:18


ความเห็นที่ 19 (1590793)

เชิญครับจะรอฟังข่าว อย่าเงียบไปซะล๊ะครับ...คนทั้งประเทศคอยทำตามอยู่..เพราะคุณคือคนแรกของประเทศที่ทำได้

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-12-29 17:29:49


ความเห็นที่ 20 (1603966)

ผมเห็นด้วยกับ อ.สรรเสริญ ที่ว่านักวิชาการค่อนข้างหลงทางโปรโมทข้อมูลผิดทางอคติต่อเทคโนโลยี แต่ลุ่มหลงกับคำว่าชีวภาพ ประสบการณ์ที่เจอมากับเกษตรกรทั่วประเทศมักจะเจอแต่ถูกนักวิชาการจาก มหาลัยนั้นมหาลัยนี้หลอกให้ข้อมูลด้านเดียวไม่เป็นกลาง คนขายหรือส่งเสริมด้านชีวะภาพก็บอกว่าชีวะภาพดีอย่างนั้นอย่างนี้ คนขายกลุ่มเคมีก็บอกตัวเองดี แต่ถ้าหากนักวิชาการไทยไม่ลำเอียงอยากโปรโมทงานของตัวเองมากไปก็จะสามารถช่วยเกษตรกรได้จริงๆ ยกตัวอย่างนักวิชาการส่งเสริมใช้ปุ๋ยอินทรี แต่ไม่ยักกะบอกว่าเป็นปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ มูลสุกร มูโค เห็นมีแต่เอาขี้เคกโรงงานนำ้ตาล ผสมกับโมลาส ดินราชบุรี ปั้นเม็ดหลอกขายเกษตรกร ขี้หมูหมักผมเชื่อว่ามันดีฉีดทางใบราดดินงามแน่ แต่คุณจะช่วยเกษตรกรต้องบอกให้หมด ผมเปรียบเทียบดินที่บุกเบิกใหม่ อินทรีย์วัตถุเยอะใส่ขี้หมูหมักราดหรือฉีด ให้นำ้เสมอผลผลิตเพิ่มแน่นอน แต่ปัจจุบันเกษตรกรเขาปลูกมันมากี่ปีแล้วหละ ดินเป็นทรายแป้งแล้วในบางพื้นที่ทำไมไม่บอกการจัดการให้เกษตรกรรู้ให้หมด ไม่ใช่แค่บอกว่าใช้ขี้หมูแล้วดี

เช่น 1.การจะเพิ่มผลผลิตมันจะต้องเริ่มตั้งแต่เปลี่ยนความคิดที่ว่า มันไม่ต้องการดูแล ปลูกแล้วทิ้งได้เลย ผลผลิตมันแต่ละพันธุ์ตามเสปคศูนย์วิจัย ไม่เกิน 4-6 ตันต่อไร่ทำ8-12 เดือน ไม่น่าคุ้มลองคิดดูปลูกมันฝรั่งต้นเท่ามะเขือเทศ4 เดือนผลผลิตเฉลี่ย 6-10 ตัน/ไร่ เพราะดูแลให้น้ำตลอด

2.การปลูกซ้ำที่เดิม ดินเสื่อมอินทรีย์วัตถุน้อย ควรหาปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้วัว ขี้ไก่ ที่ไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์(ดิน+ขี้เคกโรงงานนำ้ตาล+โมลาส+ปุ๋ยแอมปั้นเม็ด)

3.หากดินเป็นกรดควรใส่โดโลไมหรือเพอร์ไรท์ ใส่ลงดิน

4.การไถดินควรไถให้ลึกหน่อย การปลูกควรเว้นระยะให้ห่างกว่าที่เคยปลูก หัวจะได้ยาว ผลผลิตจะได้เพิ่ม หาพันธุ์ดี ตัดต้นพันธุ์ให้ตรงรากจะได้ออกรอบต้นเพราะฮอร์โมนสำหรับการแตกรากจะถูกส่งให้อยูส่วนปลายสุด หากตัดเฉียงจะออกรากแค่ส่วนปลาย

5.ปุ๋ยทางดินควรใส่กลุ่มไนโตรเจน ใส่ยูเรียมันแพงสูณเสียไว ก็สอนผสมปุ๋ยเองง่ายๆเอา 46-0-0 ผสมกับ 21-0-0  อัตรา 4 ต่อ 6 ก็จะได้ปุ๋ยเร่งต้น2 จังหวะ เขียวแรกจากยูเรีย 1สัปดาห์ผ่านไปแหล่งไนโตรเจนจะมาจาก21-0-0 เพราะแบคที่เรียในดินเปลี่ยนNH4 เป็นNO3- พืชเอาไปใช้ได้ ทางใบก็ฉีด ขี้หมูหมักลงไป หรือราดดินด้วย

6.การให้นำ้ควรสม่ำเสมอ

7.ดินเค็มก็ใช้กลุ่มฮิวมิคแอซิด เช่นโปตัสเซี่ยมฮวเมท ราดหรือเคล้ากับปุ๋ยหว่าน ก็จะแยกอนุภาคเกลือออกจากกัน

8.แมลงระบาด ก็เน้นให้ใช้หลัก IPM ช่วยคือ ใช้ทั้ง ยาเชื่อบาวาเรีย แมลงช้าง การกำจัดมด การใช้สารเคมี อย่าลงทางครับนักวิชาการตอนผมเรียน ผมทำงานวิจัยสารสะเดากับอ.ขวัญชัย สารอะซาดิแรกซิน ยั้บยังการลอกคราบของหนอนไม่ได้ฆ่าเพลี้ยแป้ง ดังนั้นอย่าหลงทาง

9 เมื่อมันอายุได้5 เดือนโดยเฉพาะมันหน้าฝน ต้นมันจะโตเรื่อยๆโดยเฉพาะระยอง9 เท่าที่เรียนมา การสร้างจิบเบอเรลลิคเพื่อแตกยอดจะสวนทางกับการติดผลหรือลงหัว ดังนั้นควรยั้บยั้งการสร้างจิบฯ เร่งลงหัวโดยการใช้ฮอร์โมนบังคับเช่น สารเมวิควอตไดคลอไรด์ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยทางดินที่เน้นตัวหลังเช่น 16-8-8 15-15-15 13-13-21 เป็นต้น

ข้สรุปคืออย่าสอนเกษตรกรเดินทางด้านเดียวการปลูกพืชและเพิ่มผลผลิตเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกร ควนใช้หลักการบูรณาการ คือใช้หลายๆวิธีอย่างที่กล่าวมา ต้นทุนก็จะถูกเนื่องจากผลผลิตเพิ่มนั้นเอง เหตุผลส่วนใหญ่ที่คนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คือ ราคาขายมีกำไรมาก ไม่ต้องยุ่งเรื่องการตรวจคุณภาพจากกรมวิชาการเกษตร  มีจุดขายคือชีวะภาพ ไม่เหมือนขี้หมู ขี้วัว ขี้ไก่ ขายกัน 3 ปี๊บ  20 บาทมันทำราคาไม่ได้เพราะเห็นๆกันอยู่ 

ที่เขียนนี้อึดอัดมากเพราะเจอแต่นักวิชาการมองโลกด้านเดียว เกษตรกรเลยแย่ไปด้วย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็ก มก. วันที่ตอบ 2012-03-28 09:55:41


ความเห็นที่ 21 (1606112)

เรียน อาจารย์ ครับ

ตอนนี้ที่บ้านผมปลูกมันสัมปะหลังเป็นอาชีพครับ ปลูกอยู่ประมาณ 22 ไร่ ครับ อยู่ที่กำแพงเพชร

ข้อมูลที่จะเอา มาแชร์คือ ผมจะปลูกมันช่วงเคือนพฤษภาคม หลังจากที่เข้าหน้าฝนแล้ว

จากนั้นฉีดยาฆ่าหญ้า และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 สองขั้นตอนนี้ทำในหน้าฝนครับ เพราะต้องอาศัยน้ำจากฝนเท่านั้น

 หลังจากนั้นจะปล่อยให้ผ่านหน้าแล้งไป โดยยังไม่ขุด(ที่ชาวบ้านเรียกว่ามัน 1 ปี ครับ ที่บ้านผมจะยังไม่ขุด ไปขุดปีที่สอง) การทำแบบนี้จะช่วยให้ลดต้นทุน เรื่องค่าไถ ค่าแรงปลูก และลดยาฆ่าหญ้า แต่ข้อเสียคือ จะหมุนเงินมาใช้ไม่ทันครับ เพราะต้องรอถึงสองปี วิธีแก้ไขคือแบ่งพื้นที่ออกสองส่วนอย่างละครึ่ง เพื่อสลับขุดแต่ละปี(ขุดมันสองปี)

 

หลังจกผ่าหน้าแล้งแล้วในปีที่สองนี้ จะฉีดยาฆ่าหญ้าอีก หนึ่งครั้ง และ ใส่ปุ๋ย 15-15-15 อีกหนึ่งครั้ง 

เมื่อถึงเดิอนหน้าแล้งจึงขุด(มันสองปี ที่ชาวบ้านเรียกกัน) รวมระยะเวลาปลูกประมาณ 18 ถึง 22 เดือน

จาการปลูกวิธีนี้ ได้ผลผลิต 10 ตันต่อไร่เป็นอย่างน้อย

ส่วนวิธีการกำจัดเพลี้ยแป้งนั้น โดยใช้ลูกเหม็น กับ น้ำส้มสายชูฉีด ซึ่งต้นทุนถูกมาก และได้ผลดีกว่าใช้สารเคมีที่ขายทั่วไป แต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีผลเสียด้านอื่นมั้ย

หลังจากขุดแล้ว จะปล่อยที่ทิ้งไว้ตากแดดหน้าร้อน ก่อนจะทำการปลูกรอบต่อไป จะซื้อกากอ้อย มาใส่ตกไร่ละประมาณ 1000 บาท(อาจจะแพงหน่อยแต่คิดว่าต้องใส่ เพราะจะใช้เคมีอย่างเดียวดินจะเสีย ไม่รู้ว่าคิดอย่างนี้ถูกไหมครับ)

สรุป ต้นทุนประมาณ 6000 - 9000 บาทต่อไร่  ส่วนรายได้ถ้าราคา 2000 ต่อตัน จะได้ 20000 บาทต่อไร่

จากรายละเอียดข้างต้น จึงอยากให้อาจารย์ แนะนำและติชม ว่าที่ผมทำถูกผิดอย่างไรบ้าง

และอยากให้อาจารย์ แนะนำวิธีเพิ่มผลผลิต และแนะนำเกี่ยวกับการตลาดด้วยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น kitti วันที่ตอบ 2012-04-12 12:44:33


ความเห็นที่ 22 (1606277)

ตอบคุณกิตติ

ขอบคุณมากที่นำวิธีการมาแชร์ให้อ่านกัน ทำดีแล้วครับ อยู่ในเป้าหมายของกรมวิชาการที่ตั้งไว้ให้เกษตรกรได้ทำกัน กำแพงเพชรเป็นจังหวัดหนึ่งที่กรมวิชาการเข้ามาแนะนำวิธีการเป็นอันดับต้นๆของประเทศ  จะให้ผมติก็คงมีแต่  เรื่องอายุ 22 เดือนมากไปหน่อย แป้งน้อยมาก ไฟเบอร์สูง คุณภาพต่ำ ถ้าเป็นไปได้ลองจัดไทม์มิ่งเก็บเกี่ยวที่ไม่เกิน 18 เดือน (ได้เวลาพักดิน 4 เดือนด้วย)

การลดต้นทุนถ้าจะเปลี่ยนกากอ้อยไร่ละ 1000 มาเป็นปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า น่าจะได้มากกว่า,  22 ไร่ ลดได้ปีละ 20,000 เป็นอย่างน้อยเอาไว้ซื้อปุ๋ยเคมี

เกษตรกรต้องกู้เงินทุกปี ปีไหนไม่ปลูก ธกส.ก็ไม่ให้กู้ เหตุนี้แหละที่เขาไม่ทำตามวิธีการนี้ทั้งๆที่เห็นอยู่แล้วว่ามันได้ผล เขามองไม่ถึงอย่างที่คุณทำหรอกครับ (แบ่งที่ปลูก)

วิธีการเพิ่มผลผลิตของผมไม่มีอะไรซับซ้อนครับ จัดไทม์มิ่งให้ดี ไม่ปลูกรอฝน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้นเพื่อปรับปรุงดินทุกครั้ง ใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มผลผลิต จัดการวัชพืชให้ดีที่สุด เก็บเกี่ยวในอายุที่เหมาะสมที่สุด เรื่องการตลาดตอนนี้ศูนย์จัดอบรมอยู่ครับลองเข้าไปศึกษาตารางการอบรมดู

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-14 10:01:41


ความเห็นที่ 23 (1609519)

ผมขอสูตรหน่อยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น นศ เทคนิคอุบลราชธานี ชก วันที่ตอบ 2012-05-07 17:27:58


ความเห็นที่ 24 (1627699)

 เห็นด้วยกับความเห็นที่15ครับผมอ่านคำตอบของคนที่ตอบไม่แน่ใจว่าเป็นอาจารย์ที่ไหนในเมื่อเขาทำได้ผลต้องเปิดใจบ้างคับอย่าเชื่อตัวเองมากเกินไปคับไม่งั้นโลกนี้ก็หยุดที่คนที่เค้าเรียกว่าอาจารย์อย่างเดียว

ผู้แสดงความคิดเห็น คนทำมัน วันที่ตอบ 2012-09-03 21:10:51


ความเห็นที่ 25 (1627734)

ใช้แล้วมันได้ 17 และ 20 ตันหรือยังล๊ะคุณ คนทำมัน "เมื่อเขาทำได้" แล้วใครล๊ะทำได้ เอาความจริงมาพิสูนจ์ดีกว่าเอาความเชื่อมาพูด คุณว่าจริงไหม และที่คุณพูดว่า "เชื่อตัวเอง " นั่นน๊ะคุณตากหาก ถ้าคุณไม่ทำเองแล้วคุณไปเชื่อว่าทำได้แล้วออกมาแสดงความเห็น ยิ่งไปกันใหญ่ ผมอ่านกระทู้ของอาจารย์สรรเสริญมาตลอด ท่านตอบตามความเป็นจริงเสมอ ความเป็นจริงที่พิสูนจ์ได้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งบางคนอาจยังเข้าไม่ถึง หรือปฏิเสธการเข้าถึง แล้วออกมาโวยวายอย่างไม่น่าจะเป็น เพราะไปเชื่อสิ่งที่ยังไม่มีผลการพิสูจน์เลย

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กเกษตร วันที่ตอบ 2012-09-04 08:11:05


ความเห็นที่ 26 (1635058)

ทางใครทางมัน พ่นยาก็ตายไวหน่อย จะเอาเงินหรือเอาชีวิต ว่ากันไป...

ผู้แสดงความคิดเห็น kookai วันที่ตอบ 2012-10-17 20:44:35


ความเห็นที่ 27 (1638696)

 ลองดูคลิปในยูทูปของอาจารย์ทอง ศรีเลอร์จันทร์ดูสิครับ http://www.youtube.com/watch?v=4STF_lZsWx8 

บางที่เราก็ต้องไปศึกษาจากสถานที่จริง จะได้รู้ว่าจริงหรือเปล่าแล้วนำกลับมาประยุกใช้

ผู้แสดงความคิดเห็น chai (sakachyo-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-05 16:28:44


ความเห็นที่ 28 (1650308)

 เรียนอาจารย์สรรเสริญ

       ในช่วง 2-3 ปี่ี่ผ่านมา ราคาสับปะรดไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ ในตอนนี้จึงอยากจะหันมาปลูกมันสำปะหลังบ้างสัก 20% ของจำนวนไร่ทั้งหมด และอยากที่จะประสบความสำ้เร็จด้วย เคยทราบมาว่าขี้หมูสามารถทำให้ได้ มันจำนวนมากจริงหรือป่าวค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น กาญจนบุรี วันที่ตอบ 2013-01-22 19:50:41


ความเห็นที่ 29 (1650388)

ขี้หมูก็คือปุ๋ยคอกชนิดหนึ่งในรูปปุ๋ยอินทรีย์ สามารถปรับปรุงหรือเพิ่มอินทรียวัตถุได้บ้างถ้าใช้เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก เหมือนขี้ไก่ ขี้วัว ถ้ามีเองใส่มากๆก็จะดี แต่ถ้าซื้อเขา ใส่มากๆก็จะดีแต่เสียเงินมากไม่คุ้ม ธาตุอาหารที่จะให้พืชไปสร้างผลผลิตต่ำไม่พอให้พืช ดังนั้น ต้องใช้ผสมผสานกับปุ๋ยเคมีโดยเอาธาตุอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์เป็นตัวตั้ง ที่เหลือเติมเคมีจึงจะพอให้พืช ใช้เพียงขี้หมูอย่างเดียาถ้าไม่มีปุ๋ยอื่นตกค้างในดิน ไม่พอครับ โฆษณาชวนเชื่อกันมากกว่า

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-23 15:42:34


ความเห็นที่ 30 (1661150)

 อาจารย์สรรเสริญเป็นเซลฯขายปุ๋ยเคมีของยี่ห้ออะไรหรือครับ  จะได้ไปอุดหนุน

ผู้แสดงความคิดเห็น คนบ้านนอก วันที่ตอบ 2013-06-20 20:26:25


ความเห็นที่ 31 (1662045)

ผมเคยลองแ้ล้วลูกค้าไส่ผักยังงามเรยไช้ขี้ไก่แกบตีดินก่อนพอต้นไม้เริ่มโตไช้น้ำขี้หมูตามเรยยแถวราชบุรีทำกันแยอะ   ขอบคุณอ.สรรเสริญที่บ้านผมขายขี้หมูมาหลายปี  คับลองถามดูได้0815714465

ผู้แสดงความคิดเห็น คนขายขี้ ราชรี (sarawut_bail-dot-com-dot-k3-at-hotm)วันที่ตอบ 2013-07-04 14:27:42


ความเห็นที่ 32 (1662051)

ตอบคนบ้านนอกครับผมไม่ลดตัวไปเป็นเซลล์ขายปุ๋ยให้ใครหรอกครับ เป็นแค่ที่ปรึกษาให้กับโรงงานหรือโครงการต่างๆทั้งในและนอกประเทศก็พอจะมีเงินเลี้ยงครอบครัวให้ไม่อดอยากเดือนหนึ่งๆมากกว่าเซลล์ขายของหลายๆเท่า ถ้าไม่ฉลาดก็อย่าไปสรุปว่าคนอื่นเขาโง่เลยครับ ความหมายที่ถามมามันประจานตัวเองว่ามีความคิดอย่างไร ความจริงคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์ครับ (พูดอีกเจ็ดชาติก็คงเข้าใจไม่ได้) ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของผมก็อยู่บ้านนอก แต่เขาฉลาดที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้เพราะเขามีการศึกษา เขาใฝ่หาความรู้ ไม่ได้อยู่ในโลกแคบๆแล้วไปคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น ผมเคยถูกถามจากคำถามเช่นนี้จากปราชญ์ที่เข้าโครงการของธนาคารแห่งหนึ่งแล้วใช้น้ำหมักขี้หมูว่า ขายปุ๋ยเคมีให้กับบริษัทใด เพราะความรู้ที่ท่านมีทั้งชีวิตคือ ต้อง ลด ละ และเลิกเคมี โดยไม่รู้ความหมายของคำว่าเคมีนั้น ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน น่าสงสารนะครับ ที่เข้าไม่ถึงความเป็นจริง  ผมสอนคนให้หายจน หายโง่ มิใช่คนขายปุ๋ยเคมีตามที่ท่านคิด อยากจะรู้ก็เข้ามาศึกษาจะได้เห็นความจริง ดีกว่าใช้ชีวิตให้เขาหลอกไปวันหนึ่งๆ คนที่มาเรียนรู้กับผมแล้วทำตามผม มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ยังไม่เห็นมีใครล้มเหลว ยกเว้นดื้อรั้นและ อวดดีครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.สรรเสริญ ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-04 16:51:56



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.